Wellcome to Gonggoicity กองก๋อยซิตี้

กองก๋อยซิตี้ของคนรักบ้านเกิด

ระบบเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจของกะเหรี่ยงอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “เพื่อยังชีพ” ซึ่งหมายถึงการทำมาหากินเพื่อบริโภคเท่านั้น ได้แก่ การปลูกข้าวไร่ ทำนาเป็นหลัก กะเหรี่ยงได้ชื่อว่าเป็นเผ่าที่รู้จักการใช้พื้นที่ทำกินแบบอนุรักษ์โดยวิธีที่เรียกว่า “ไร่หมุนเวียน”คือทำไปแล้วก็พักทิ้งไว้ 3-7 ปี ก็จะกลับมาทำใหม่วนเวียนกันอย่างนี้ตลอดไปเพื่อป้องกันการสูญเสียของหน้าดินอันจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ จึงนับว่ากะเหรี่ยงเป็นพวกที่อยู่อย่างถาวรไม่เคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลดังกล่าว อัตลักษณ์ชีวิตความเป็นอยู่คือข้าว ความตายคือเงิน ปัจจุบันเงินเป็นใหญ่แต่เงินก็ยังแพ้ข้าว(เขาดูตัวอย่างนิทานข้าวกับเงิน) ข้าวถือว่ามีค่ามีประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนให้ความเคารพต่อข้าวสูงมาก

กระบวนการผลิตและพิธีกรรมในการดำรงชีวิต การเกษตรกรรมและหัตถกรรมของชุมชน

  • -ไร่หมุนเวียน การทำไร่หมุนเวียน ระบบการทำไร่ของกะเหรี่ยง เป็นระบบการทำไร่ในลักษณะหมุนเวียน โดยมีการหมุนเวียนใช้เวลาประมาณ 3-7 ปี ทำให้ระบบนิเวศที่ถูกทำลายไปเหล่านั้นมีการฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมมีการปลูกพืช หลายชนิด เช่น พันธุ์ข้าวประมาณ 2-3 ชนิด ถั่วประมาณ 2-3 ชนิด แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว และเครื่องเทศอีกหลายชนิด คนกะเหรี่ยงมีความเชื่อว่า การทำไร่เปรียบเสมือนการเหยียบบนทอนไม้ไผ่ อันหมายถึง ความไม่แน่นอนในด้านผลผลิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของดิน สภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี ในด้านเรื่องราวหรือตำนานที่เกี่ยวกับการทำไร่หมุนเวียนมีหลายเรื่อง เช่น ขั้นตอนการทำไร่หมุนเวียน เลือกที่ทำไร่ ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์จะเริ่มต้นเลือกหาพื้นที่ที่ฟันไร่ซึ่งหมายความว่าการผลิตและวงจรชีวิตเริ่มต้นในรอบปีใหม่มาถึงครั้งหนึ่งหลังจากได้พื้นที่แล้วก็จะมีเครื่องหมายเอาไว้โดยจะทำเครื่องหมายกากบาทไว้ที่ต้นไม้ เพื่อแสดงให้รู้เห็นว่าพื้นที่ ที่ตรงนี้มีเจ้าของแล้วจะไม่ทำเครื่องหมายซ้อนลงไปอีก กระบวนการคัดเลือกพื้นที่ทำไร่มีดังนี้

1.ไม่เป็นพื้นที่ป่าต้องห้ามตามประเพณี
2.ไม่เป็นข้อห้ามตามประเพณีในการเลือกพื้นที่ทำไร่
3.ไม่มีลางบอกเหตุ เป็นต้น

การเตรียมพื้นที่ปลูกข้าว การทำถางไร่ การทำแนวกันไฟ การเผาไร่ การสะสมพันธุ์พืช การปัดกวาดไร่ หลังจากเผาไร่ยังมีเศษไม้ใบไม้และท่อนไม้ บางส่วนที่ไหม้ไม่หมด ต้องปัดกวาดสิ่งเหล่านี้ให้เกลี้ยงก่อนจะหว่านข้าวลงไป เรียกขั้นตอนของการทำไร่นี้ว่า “โก่ ฆึ” และมีการแลกเปลี่ยนแรงงานกัน -การทำนา ระบบการผลิตของกะเหรี่ยง นาถือว่าเป็นสิ่งปราถนาของทุกคนเพราะนาเป็นพื้นที่ทำกินที่มีความหมายแน่นอนด้านการให้ผลผลิต และถ้าใครมีนาถือได้ว่าบุคคลนั้นมีฐานะที่พอกินพอใช้และเป็นคนมีหน้ามีตาในชุมชน สำหรับลักษณะการทำนาในสังคมกะเหรี่ยงเป็นนาแบบขั้นบันได จะอยู่ตามที่รามลุ่มหุบเขา ริมน้ำ ลำธาร ที่สามารถผันน้ำเข้าไปในพื้นที่ได้

  • -การเลี้ยงสัตว์ ความสำคัญของการเลี้ยงสัตว์ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงได้แก่ ช้าง,ควาย,หมู,ไก่เป็นต้น
  • -การหัตถกรรม เช่น ประเภทของหัตถกรรม การถักทอผ้าและการปักประดิษฐ์ การจักสาน การทำเครื่องเงินและทองเหลือง การตีเหล็ก การแกะสลัก

ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงจากอาชีพแต่ก่อน การเพาะปลูกพืชผักผลไม้เพื่อขาย หรือทำการค้าขายมากขึ้น ผักที่ปลูก เช่น กะล่ำปลี,มะเขือเทศ,มันฝรั่ง และมีปลูกไม้ผล ดอกไม้เมืองหนาวเป็นต้น เสริมรายได้โดยเฉพาะหมู่บ้านที่โครงการหลวงตั้งอยู่ มีการคมนาคมค่อนข้างสะดวก มีน้ำใช้สำหรับทำการเกษตรได้ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก

การศึกษาช่วยให้คนกะเหรี่ยงมีชีวิตความเป็นอยู่สุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ขึ้น แต่ความเสื่อมด้านศีลธรรม,จริยธรรม,และวัฒนธรรมก็มีมากขึ้นเงาตัวเช่นกัน ในเมื่อได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนโลกทัศน์กับสังคมภายนอก สรุปในอดีตคนในชุมชนมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นบ้านที่หลากหลายเช่นคนล้านนาทั่วไป แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันชาวบ้านได้เปลี่ยนวิถีการผลิตโดยเน้นการผลิตเพื่อการค้า (แบบพันธะสัญญา)

การเปลี่ยนวิถีการผลิตกระทบกระเทือนต่อคุณค่าของการพึ่งตนเองและการพึ่งพากันเองเป็นอย่างมาก ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนจาก “การทำมาหากิน” มาเป็น “การทำมาหาเงิน” ต้องซื้อสินค้าเช่นพืชผักกับข้าวอาหารเช้าเย็นจากตลาดหรือจากพ่อค้าที่นำไปขายในหมู่บ้าน ชาวบ้านเริ่มไม่มีเวลาที่จะทำอาหารกินเองและพูดคุยปรึกษาหารือกัน ไม่มีเวลาที่จะนึกถึงคนอื่นที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันหรือแม้แต่คนที่เป็นญาติพี่น้องกัน

การศึกษาในปัจจุบันมีโอกาสศึกษาหนังสือไทยเท่านั้น คนกะเหรี่ยงเริ่มลืมหนังสือตัวเอง “ลิวา” แล้ว (แม้แต่ผู้เขียนเองก็ไม่รู้หนังสือกะเหรี่ยงแล้ว…เศร้า!) ส่วนคนที่นับถือศาสนาคริสต์ได้มีฝรั่งพัฒนารูปแบบตัวหนังสือภาษาเขียนจากแบบหนังสือตะวันตก ตัวหนังสือประเภทนี้เรียกว่า “ลิ โร เหม่” แบบโรมันนั่นเอง (สามารถสวดและกล่าวสรรเสริญพระเยซูคริสต์เป็นภาษากะเหรี่ยงแท้ๆ ถือว่ามีความเจริญมากทีเดียว ในแง่การถ่ายทอดทางวัฒนธรรมทำหน้าที่สื่อควบคุมทางสังคม และเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในวัฒนธรรม)

คนกะเหรี่ยงมีการศึกษามากขึ้นทุกปีเท่าที่ได้ทราบข้อมูล ณ ปัจจุบันมีผู้จบระดับปริญญาตรี,โท,เอก แล้ว โดยเฉพาะปริญญาตรีปีหนึ่งๆ จบกันจำนวนไม่น้อย แต่เมื่อเทียบสัดส่วนอัตราจำนวนประชากรของเผ่า กับประชากรไทยกลุ่มต่างๆถือว่ายังด้อยการศึกษาอยู่มาก คือมีความเหลื่อมล้ำกับคนชนกลุ่มใหญ่อื่นๆทางสังคม เพราะฉะนั้นอาชีพก็หลากหลายขึ้น เช่น ครู,อาจารย์,ตำรวจ,ทหาร,ทนายความ,หมอชนบท,พยาบาล,ธุรกิจส่วนตัว,นักจัดรายการวิทยุ,ไกด์นักท่องเที่ยว,กีฬาทีมชาติ,ทำงานบริษัท,ขายประกันชีวิต,นักอาสาสมัคร UN. ในเขตแดนไทย-พม่า,นักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ คือ ส.จ.,ส.ส. เช่น นายสมบูรณ์ ไพรวัลย์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน เขต2 พรรคไทยรักไทย เป็นต้น,หรือเป็นสมณะนักบวชด้านศาสนา

ตัวอย่างฝ่ายนับถือพุทธมียศและสมณะศักดิ์ตั้งแต่ พระมหาเปรียญ,พระครูฐานนา,พระครูสัญญาบัตร และพระราชาคณะ เช่น พระจันทูปมญาณโสภณ (จันทร์ ดาวเรือง ป.ธ.7,ศน.บ. / คน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี) ผู้ช่วยวัดพระอารามหลวงวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ เหล่านี้เป็นต้น

« กะเหรี่ยง (Karen)


One response to “ระบบเศรษฐกิจ

  1. DekDoiJeiDee พูดว่า:

    แก้ไขครั้งล่าสุดก็ เมษา 2012 ค่ะ ส่วนข้อมูลก็หาในเว็บไซค์ต่างๆแล้วเอามารวมกันบ้าง ส่วนมากจะก็บข้อมูลดีๆไว้เผื่อคนรุ่นหลังค่ะ และขอบคุณข้อมูลดีๆจากหลายๆแหล่งมา ณ ที่นี้ ด้วยค่ะ จุดประสงค์เพื่อคนรุ่นต่อๆไปเพื่อศึกษาหาข้อมูลค่ะ ไม่ได้มีเจตนาใดๆทั้งสิ้นและทำเวลาว่างให้เป็นประโยนช์ เพื่อสำนึกรักบ้านเกิดค่ะ ขอบคุณนะคะที่ให้ความสนใจกันมากทีเดียว

ยืนดีรับฟังทุกคอมเห็นนะคะ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: