Wellcome to Gonggoicity กองก๋อยซิตี้

กองก๋อยซิตี้ของคนรักบ้านเกิด

โครงสร้างของสัมพันธภาพกะเหรี่ยงกับยวนและสยาม

สัมพันธภาพใหม่ที่พัฒนาขึ้นระหว่างกะเหรี่ยงบนด้านหนึ่งและยวนกับสยามในอีกด้านหนึ่งระหว่างตอนปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ได้นำไปเกี่ยวข้องกันในส่วนเฉพาะเนื่องจากความปรารถนาของผู้ปกครองยวนและสยามต่อผู้อยู่ใต้อำนาจมากขึ้นและในส่วนเฉพาะเนื่องจากการดำเนินการเสาะหาโดยกะเหรี่ยงจำนวนมากต่ออัตลักษณ์ทางศาสนา-การเมืองใหม่ ในกระบวนการของการปรับเปลี่ยนที่ดำเนินตามการพิจารณาทางการเมืองและศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญเห็นได้ง่าย ด้วยความสำคัญพอๆกันเป็นการพิจารณาทางเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นเนื่องจากขบวนการกะเหรี่ยงไปสู่หุบเขาและเนื่องจากการตอบสนองโดยทั้งกะเหรี่ยงและไทต่อความต้องการไม้สักที่ขยายเพิ่มขึ้น

ก่อนที่จะขยายออกไปจากบ้านเกิดของพวกเขา กะเหรี่ยงเป็นผู้ที่ทำเกษตรแบบฟันไร่บนพื้นที่สูงมาก่อน ตามแบบแผนประเพณี ที่เพียงสังเกตเห็นทางเลือกต่อการเพาะปลูกแบบฟันไร่ คือ การเพาะปลูกข้าวนาดำในที่ราบ ดังนั้นผลจากการสถาปนาขึ้นของอาณานิคมอังกฤษในพมาตอนล่างภายหลังสงครามอังกฤษ-พม่าในปี 1824-26 รูปแบบใหม่ของปฏิบัติที่นำผลมาให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงสำหรับจำนวนมหาศาลของกะเหรี่ยง ความต้องการไม้สัก ซึ่งมีอยู่อุดมสมบูรณ์ในบริเวณพื้นที่ที่กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ตามแบบแผนในแถบชายแดนทางตะวันตกของสยามและเชียงใหม่

พื้นที่ที่พวกเขาเริ่มต้นเคลื่อนย้ายไปและเติบโตคงที่หลังจากอังกฤษพัฒนาท่าเรือในเมาะละแหม่ง ราชสำนักที่กรุงเทพไม่ช้าในการรับรู้เข้าใจความหมายสำคัญของรายได้ภาษากไม้สักและมันเริ่มต้นที่จะสนับสนุนการค้าด้วยท่าเรือในกรุงเทพฯ แม้ว่าผู้ปกครองยวนเริ่นจะกำหนดให้มีการเก็ฐภาษีการตัดไม้สักในป่าในเขตปกครองของพวกเขา และความต้องการไม้สักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระหว่างศตวรรษที่ 19 ทำให้มันมีความเป็นไปได้สำหรับกะเหรี่ยงจำนวนมากที่นำเอาบทบาทใหม่ในฐานะคนตัดไม้และควาญกับช้างผู้ที่ลากไม้สักจากป่า การใช้ช้างเป็นด้วยตัวของพวกเขาเองที่เลี้ยงดูและฝึกโดยกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงไม่มากนักจำนวนหนึ่งกลายเป็นพ่อค้าคนกลางในการค้าไม้สักและผู้ปกครองคะยาห์ในคันทราวดีทำให้สมบูรณ์อย่างเปิดเผยกับเพื่อนบ้านของเขา ทั้งชานและยวนสำหรับการควบคุมป่าไม้สัก

คะยาห์ได้รับหน้าที่อีกอย่ง ซึ่งอังกฤษอ้างถึงว่าเป็น “การค้าทาส” ในความเปป็นจริงที่มันเกิดขึ้น คะยาห์กลายเป็นคนกลางสำหรับยวน, ชาน และพม่าในการติดตามหาของพวกเขาเพื่ออยู่ใต้อำนาจ แม้ว่าปัจจัยอย่างแรกสิ้นสุดลงด้วยตัวพวกเขาเอง ที่จะทำการโจมตีเพื่อนบ้านเพื่อบังคับผู้คนไปตั้งถิ่นฐานในอาณาเขตแดนของพวกเขา แต่คะยาห์คงเต็มใจที่จะปฏบัติรับใช้ต่อพวกเขา รวมไปถึงการจับผู้คนที่คะยาห์ฉวยโอกาสของการปล้นสะดมด้วยกำลังด้วยเช่นกัน

ต่อมาการทำสัญญาระหว่างคันทราวดีและเชียงใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานไปกว่าปี 1809 และมีช่วงเวลาสงบระยะหนึ่งระหว่างสองรัฐ ภายในสองทศวรรษอย่างไรก็ตามคะยาห์ได้เริ่มต้นการพัฒนาชื่อเสียงต่อการดำรงอยู่ที่ทำให้เพื่อนบ้านยุ่งยากอย่างมาก ในปี 1829 เมืองชายแดนยวนในเมืองยวม (แม่สะเรียง) ตามความเป็นจริงประชากรลดจำนวนลงโดยการปล้นสะดมอยู่เสมอที่ทำโดยกลุ่มโจรคะยาห์ (Hallett 1890: 30) การปล้นเหล่านี้ในเมืองยวมต่อเนื่องจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 1870 (Hallett 1890: 30-31)

ในปี 1845 คณะผู้แทนถูกส่งไปยังคันทราวดีโดยผู้ปกครองเชียงใหม่ พบว่าคะยาห์ที่ทำสงครามกับพม่าและชาน (Prachakitcakoracak 1964: 489-90) ในปี 1850 คะยาห์เริ่มอพยพเพื่อตั้งรกรากในหลายพื้นที่ทางตะวันออกที่กว้างใหญ่ของสาละวิน Scott ได้ให้เหตุผลสำหรับการอพยพว่า

มันเป็นสิ่งที่เห็นชัดว่า ทั้งหมดตามสาละวินเกี่ยวข้องกับเวลานี้ประเทศป่าไม้กำลังเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นโดยหัวหน้าทางตะวันตก (ของคะยาห์) สาเหตุไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการยึดครองพม่าตอนล่างโดยอำนาจอังกฤษ ซึ่งทำให้เกิดความต้องการไม้สักจำนวนมหาศาล ก่อนหน้านี้มันมีเพียงความต้องการนานๆครั้งสำหรับการตั้งวัดหรือพระราชวังของผู้นำ ปัจจุบันมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ (รัฐบาลแห่งอินเดียว, กระทรวงต่างประเทศ 1890: 1059)

ด้วยเหตุนี้ การตั้งถิ่นฐานของคะยาห์ด้านตะวันออกของสาละวินจึงสืบต่อเนื่องไปยังปี 1870 และต้นทศวรรษ 1880

การปล้นโจมตีอย่างสม่ำเสมอโดยคะยาห์ไปพร้อมกันกับการเรียกร้องของพวกเขาต่อดินแดนทางตะวันออกของสาละวิน นำไปสู่การที่พวกเขาเปิดความขัดแย้งกับยวนของเชียงใหม่ในทศวรรษ 1870 (Moore 1879: 23-24) ในปี 1882 ตัวแทนของคันทราวดีและเชียงใหม่พบกันในแม่ฮ่องสอนและต่อรองสนธิสัญญาใหม่ อังกฤษช้ากว่ากลายเป็นทางไม่เชื่อในสนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ว่าในกรณีใดที่เคยลงนามตั้งแต่มันเจาะจงชัดเจนว่าแม่น้ำสาละวินเป็นพรมแดนระหว่างคันทรวาดีและเชียงใหม่ แต่ความระแวงสงสัยเกิดขึ้นต่อการถือกำเนิดของการการกล่าวอ้างโดยเฉพาะในส่วนของคะยาห์ รวมไปถึงการสถาปนาสาละวินเป็นเหมือนพรมแดน และสนธิสัญญาพยายามที่จะนำการโจมตีโดยคะยาห์ในอาณาเขตแดนเชียงใหม่สิ้นสุดลง

การกระตุ้นยั่วยุโดยคะยาห์ จะต้องไม่มีจุดจบเหมือนผลลัพธ์ของสนธิสัญญาฉบับนี้ เพราะยวนและเจ้านายสยามเพียงพอใจที่เสนอการช่วยเหลืออังกฤษในปี 1888 ในการสยบการต่อต้านโดย Sawlapaw หัวหน้าของคันทราวดี และการที่อังกฤษพยายามที่จะผนวกคันทราวดีกับพม่าภายใต้อังกฤษ แม้ว่าอังกฤษจะตอบรับข้อเสนอ ณ ช่วงเวลานั้น และเปลี่ยนหูหนวกฟังเสียงเรียกร้องของยวนและสยามต่อการทำสาละวินพรมแดนระหว่างเขตคะเรนนีของอังกฤษพม่าและไทยเหนือ อย่างไรก็ตามสาละวินทำให้รูปร่างชายแดนขณะนี้ต่อระยะห่างสั้นๆ มันได้เช่นนั้นด้วยในบริเวณที่อยู่ใต้รัฐคะยาห์

การผนวกดินแดนของคาเรนนีต่อพม่าอังกฤษในปี 1888 ทำให้การจัดการความสัมพันธระหว่างยวนและคะยาห์สิ้นสุดลงเกือบจะสมบูรณ์ ความขัดแย้งตามชายแดนถูกแตะมือต่อมาโดยตัวแทนของอังกฤษพม่ากับสยาม ซึ่งต่อมาได้เข้าครอบครองการควบคุมเหตุการณ์ต่างประเทศสำหรับไทยเหนือโดยช่วงเวลานี้ ปัจจุบันชุมชนคะยาห์จำนวนน้อยเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ในไทยเหนือราวกับมรดกของแปดสิบปี โดยเทียบเคียงกันของความตึงเครียดและสัมพันธภาพระหว่างคะยาห์และยวนที่เป็นอริต่อกัน

อย่างไรก็ตามผู้ปกครองยวนแสดงให้เห็นว่าแทบจะไม่สนใจกะเหรี่ยงสกอว์และโปว์ที่อาศัยห่างไกลจากอาณาเขตแดนของเขาตั้งแต่นั้น ไม่เหมือนกับคะยาห์ที่พวกเขาได้พัฒนาการดำรงอยู่ทางการเมืองที่ไม่มั่นคงด้วยตนเอง พวกเขายึดเอาผลประโยชน์ที่แน่ชัดในสกอว์และโปว์ ซึ่งตั้งรกรากในไทยตอนเหนือ กะเหรี่ยงเหล่านี้ตั้งรกรากหรือเคยถูกบังคับให้ตั้งรกรากใหม่ในตอนเหนือของไทยในจำนวนมากมายกว่าคะยาห์ ก่อสร้างบ้านของพวกเขาขึ้นอย่างโดดเด่นภูเขาทางตะวันตกของเชียงใหม่ ในบริเวณนี้พวกเขายึดเอาพื้นที่ของพวกลัวะ (หรือละว้า) ผู้ที่จุดกำเนิดอาศัยอยู่บนที่สูงของพื้นที่ แต่เป็นผู้ที่ต่อมาทั้งหมดได้ละทิ้งภูเขาและได้ผสมผสานกลมกลืนไปกับสังคมยวน

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่เล็กๆ ลัวะยังคงเหลืออยู่และถูกรับรู้เข้าใจโดยผู้ปกครองยวนว่ามีสิทธชอบธรรมที่จะอยู่ทางการเมืองระหว่างผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงและตัวพวกเขาเอง Peter Kunstader อยู่บนพื้นฐานการพิจารณาของประวัติศาสตร์บอกเล่าในภูเขาเขตแม่สะเรียง รายงานต่อมาว่า

กะเหรี่ยงสกอว์ ได้มาถึง (ในราวปี 1850) จากตะวันตก เริ่มต้นเคลื่อนย้ายไปยังอาณาเขตที่ครั้งหนึ่งเคยครอบครองเฉพาะโดยชาวลัวะ กะเหรี่ยงรับรู้เข้าใจถึงชาวลัวะ เป็นเจ้าของดินแดนและตอบแทนพวกเขาด้วย ข้าวที่พวกเขาปลูกได้ 10 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี หมู่บ้านกะเหรี่ยงแต่ละแห่งติดค้างต่อหมู่บ้านลัวะโดยเฉพาะ และภายในอาณาเขตแดนของพวกเขามันถูกตั้ง…(ลัวะ) ส่งต่อส่วนแบ่งของสิ่งตอบแทน ซึ่งกะเหรี่ยงได้จ่ายแก่พวกเขา (ไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่หรือลำพูน) และในทางกลับกัน เจ้าเมืองรับรู้ถึงลัวะ ยืนยันว่าดินแดนและสิทธิของพวกเขาต่อการรวบรวมบรรณาการจากผู้อื่น (Kunstadter 1967: 641)

อย่างไรก็ตาม กะเหรี่ยงอีกกลุ่ม อยู่ภายใต้การปกครองต่อผู้ปกครองยวนโดยตรง ในงานวิจัยของฉันเองในแม่สะเรียงในปี 1967-68 ฉันรวบรวมประวัติศาสตร์บอกเล่าจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงสะกอว์พื้นราบหลายแห่ง หัวหน้าของหมู่บ้านหนึ่ง (แม่หาน) รายงานว่ากะเหรี่ยงพื้นราบจ่ายผลตอบแทนและภาษีโดยตรงต่อเจ้าเมืองเชียงใหม่และผู้ปกครองท้องถิ่นของเมืองยวม (แม่สะเรียง) เส้นใยฝ้ายเหมือนกับผ้าทอและการสวมใส่ผ้าที่ทอ (ทั้งผู้ชายและผู้หญิง) โดยชาวกะเหรี่ยง ได้ให้กับตัวแทนของเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นประจำทุกปี กะเหรี่ยงจ่ายภาษีหรือข้าวด้วยเช่นกัน และจำนวนทั้งหมดขึ้นอยู่กับขนาดของท้องทุ่งที่ให้กับรัฐบาลของเมืองยวม ประเภทเดียวกันของสัมพันธภาพผลตอบแทนถูกรายงานโดย Daved Marlowe ผู้ที่นำเอารายงานท่ามกลางชาวกะเหรี่ยงสกอว์บนพื้นที่สูงที่อาศัยในภูเขาที่ขนาบข้างหุบเขาแม่ปิง

สัญลักษณ์ประจำปี เครื่องตอบแทนถูกจ่ายแก่เจ้าหน้าที่เชียงใหม่ (โดยกะเหรี่ยงสกอว์) ผลตอบแทนนี้ประกอบด้วยตัวอย่างผลผลิตในรายการ โดยหมู่บ้านหรือกลุ่มของหมู่บ้านและมันรวมด้วยดังรายการ เช่น ผ้าสวมมือ , เสื้อ ,กระโปรง, หม้อของน้ำผึ้ง และผลผลิตจากสวนและไร่ สิ่งเหล่านี้ถูกรวบรวมโดยผู้อาวุโสกะเหรี่ยงเพื่อเสนอให้กับตัวแทนรัฐบาล มันถูกประกาศ เมื่อผลตอบแทนให้ภายในพรมแดนของพื้นที่กะเหรี่ยง “เจ้าหน้าที่ไม่เคยยินยอมเข้าไปหมู่บ้านด้วยตัวเอง แต่ร่วมพิธีกรรมข้าวกับหมู่บ้านเก่าแก่ ในบางพื้นที่นอกหมู่บ้าน” โดยปกติที่บ่อน้ำหมู่บ้าน หรือจุดที่แม่น้ำไหล มันจะปรากฎขึ้นขณะนั้นว่า กะเหรี่ยงอยู่ในการปกครองครึ่งหนึ่งที่ผู้คนขึ้นตรงและพึ่งพาภายใต้การปกป้องของเจ้าเมืองเชียงใหม่ สถานภาพนี้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วงต่อมาของศตวรรษที่สิบเก้า เมื่อการตอบแทนทางสัญลักษณ์ถูกแทนด้วยเงิน 4 รูปี หรือเงินเหรียญบาทเก่า ภาษีอยู่บนผู้ชายทั้งหมดพิจาณาอยู่ภายใต้ราชอาณาจักร (Marlowe 1969: 54)

บันทึกยวนได้จัดเตียมข้อมูลออกไปไกลขึ้นบนดครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสกอว์ (และเป็นไปได้ว่าโปวบางคน) กะเหรี่ยงและยวนในระหว่างศตวรรษที่สิบเก้า ภายใต้การปกครองของยวน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อยก็คนหนึ่งที่เคยให้การรับผิดชอบต่อการรวบรวมส่วยและภาษีจากคนภูเขาที่กะเหรี่ยงรวบรวมไว้ การอ้างถึงเป็นครั้งแรกของเจ้าหน้าที่นั้นในพงศาวดารยวนเป็นเรื่องราวของค้อน เคียว (Kon Kaeo) อุปราชของเชียงใหม่ในปี 1774-45 ในปี 1831 สยามต่อมาเขียนถึงคนหนึ่งในตัวแทน Burney อ้างถึง “หัวหน้าคนสุดท้ายที่ Wen Mien อาศัยอยู่ใน Zemmai (เชียงใหม่) ผู้ที่เป็นหัวหน้าเหนือคะยาห์ในเขตของเชียงใหม่”

ในปี 1890 สมาชิกส่วนน้อยของสภาเชียงใหม่ “เป็นผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมส่วนและภาษีจากชาวเขากะเหรี่ยง, แม้ว, และเย้า …มันเป็นความจำเป็นที่จะมี (ไทยเหนือ) คนพื้นเมืองทำการติดต่อ (กับกะเหรี่ยง) ในระเบียบว่าพวกเขาอาจจะเต็มใจที่จะจ่ายส่วย” (Prani 1963: II,351) แม้ว่า ช้าดังเช่นช่วงต้นทศวรรษ 1960 มีคนไทยเหนือที่เป็นลูกหลานของเจ้าหน้ายวนที่ได้แสดงหน้าที่ประสานระหว่างกะเหรี่ยงกับยวนยังคงสนับสนุนว่า “ผู้นำทางศีลธรรม” ของกะเหรี่ยงอาศัยในเขตบ้านฮ่อง จังหวัดลำพูน (Prini 1963:II, 36-37)

แม้ว่ากะเหรี่ยงจำนวนมากที่อาศัยในไทยเหนือจากช่วงศตวรรษที่สิบเก้าอยู่บนการทำความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับยวน มีบางคนที่ปรากฎในการอาศัยในชุมชนรวมกันที่เกือบจะเป็นอิสระ และการยอมรับว่าไม่ใช่ทั้งผู้ครองยวน และไม่ใช่ใครก็ตามภายใต้อำนาจ ดังที่ต้องใช้อำนาจใดก็ตามเหนือพวกเขา Hinton รายงานว่ากะเหรี่ยงโปว์อาศัยในส่วนตอนใต้ของบริเวณที่เป็นเขตแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันนี้ “ไม่มีธรรมเนียมที่ต้องจ่ายส่วยต่อเจ้าเมืองลำพูนและเชียงใหม่ และไม่ใช่ทั้งพวกเขาให้การชำระรูปแบบอื่นๆต่อชาวลัวะ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเจ้าของผืนดินเพาะปลูกที่พวกเขาอาศัยอยู่” (Hinton 1969:9) การแยกโดดเดี่ยวและเป็นอิสระที่อย่างน้อยที่สุดในพวกโปว์บางส่วนเปรียบเทียบกับรูปแบบของสกอว์ในอีกทางหนึ่งในที่สุด มันเป็นสกอว์ที่อยู่ในป่าไม้สักของตะวันตกเฉียงเหนือของไทยนำไปจำแนกบทบาทหน้าที่ ดังเช่น คนตัดไม้และควาญช้าง

กะเหรี่ยงที่ตั้งรกรากในไทยตอนเหนือดำรงรักษาการจำแนกอัตลักษณ์ทางศาสนาจากชาวยวน กะเหรี่ยงในตอนเหนือของไทยจำนวนมากที่สุดในวันนี้ยังติดตามความเชื่อกะเหรี่ยงท้องถิ่นดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญในการบูชาผีบรรพบุรุษ นอกจากนั้นในทศวรรษ 1880 มิชชันนารีคริสเตียนทำงานในหมู่กะเหรี่ยงสกอว์ในไทยภาคเหนือ ได้เริ่มถูกปฏิบัติแทนโดยกะเหรี่ยงคริสเตียนจากพม่า (Truxton 1958: 110-11) ในพม่าที่ติดตามมาเป็นอย่างแรก คือ การเปลี่ยนศาสนาของกะเหรี่ยงโดย Adoniram Judson ของสภาคริสต์จักรอเมริกันในปี 1828 มิชชันนารีได้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในการเปลี่ยนศาสนาชาวกะเหรี่ยง และแม้ว่าชุมชนกะเหรี่ยงคริสเตียนในไทยยังคงมีขนาดเล็ก แต่มันได้ดำเนินตามรูปแบบลักษณะคริสเตียนที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกท่ามกลางชาวกะเหรี่ยงในพม่า

กระทั่งกะเหรี่ยงผู้ที่ (โดยทั่วไป และอย่างน้อยที่สุด) ยึดมั่นติดตามในศาสนาพุทธมีแนวโน้มที่จะนับถือพุทธแบบพม่ามากกว่ารูปแบบของยวน สิ่งนี้ได้มาเกี่ยวข้องไม่ใช่เพราะว่าการอพยพยของกะเหรี่ยงพุทธจากพม่า ดังที่เกิดขึ้นในสยาม แต่เพราะว่ากะเหรี่ยงบางส่วน (โดยหลักๆ คือ สกอว์) ได้ปรับเปลี่ยนศาสนาเหล่านั้นกับผู้คนที่พวกเขาทำงานด้วยในการค้าไม้สัก จนกระทั่งในทศวรรษ 1930 การค้าไม้สักในไทยตอนเหนือได้ถูกครอบงำโดยชาวพม่า, มอญ,และชาน ซึ่งนับถือศาสนาพุทธแบบพม่า มีหลักฐานการพิจารณาขบวนการกะเหรี่ยงพระศรีอาริย์ไม่มากนักในไทยตอนเหนือก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม ขบวนการนั้นดำรงอยุ่ท่ามกลางชุมชนกะเหรี่ยงในศูนย์กลางประเทศไทยจากจุดกำเนิดของพวกเขา (Stern 1968A) และพวกเขาเกิดขึ้นในไทยตอนเหนือหลังจากสงคราม มันจะไม่น่าแปลกใจเลยหากว่าพวกเขาดำรงอยู่มาก่อนช่วงเวลานั้น

นอกจากนี้รวมไปถึงที่เป็นความเกี่ยวข้องกับลัทธิโลกใหม่จากการเริ่มต้นอย่างแท้จริงของพวกเขา ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในสยามแท้ (ตัวอย่าง ในกาญจนบุรีและตาก) ได้พัฒนาการจัดองค์กรทางการเมืองด้วยตัวเองมากไปกว่ากรณีในภาคเหนือด้วย เช่นเดียวกันที่แตกต่างกับกะเหรี่ยงในไทยตอนเหนือ อัตราหลายเท่าของกะเหรี่ยงสยามที่อาศัยทำการเกษตรแบบนาดำในพื้นที่ราบมากกว่าการทำเกษตรแบบฟันไร่ แต่ที่เหมือนกับเครือญาติทางภาคเหนือของพวกเขา กะเหรี่ยงสยามเป็นผู้มีส่วนในการค้าไม้สักด้วยเช่นกัน

Francis Mason รายงานในปี 1832 ว่ากะเหรี่ยงสยามตั้งรกรากในจังหวัดกาญจนบุรี อาศัยในหมู่บ้านที่กินวงกว้าง, นับถือศาสนาพุทธ และมีวัดหรือ kyoung กับพระกะเหรี่ยง พื้นที่ที่ภาษา Taling (มอญ) ถูกสอน Mason ได้พิจารณาสังเกตการณ์ศาสนาความเชื่อของกะเหรี่ยงเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงสัมพันธภาพใกล้ชิดระหว่างกะเหรี่ยงในบริเวณนี้กับมอญ และสัมพันธภาพี่เราได้สำรวจไปแล้ว ดำรงอยู่ยาวนานในพม่า ในปี 1873 กะเหรี่ยงโปว์อาศัยในจังหวัดกาญจนุบรีได้ถูกรายงานอีกครั้ง เหมือนกับว่าดำรง “นับถือศาสนาพุทธ” อย่างโดดเด่น (Carpenter 1873: 10-14) อีกครั้งที่รูปแบบของศาสนาพุทธเป็นของชาวมอญ แม้ว่าสำหรับบางส่วนของกะเหรี่ยงเหล่านี้ ความเชื่อศาสนาได้ถูกปรับเปลี่ยนไม่นานนักราวกับเป็นผลของการติดต่อกับ “คนตัดไม้” ในพม่า (Carpenter, p. 14)

อย่างไรก็ตาม กะเหรี่ยงสยามบางส่วนของทศวรรษ 1830 เป็นพุทธศาสนิกในธรรมเนียมพุทธแบบมอญ ซึ่งกลุ่มอื่นๆ ซึ่งน่าจะเป็นผู้ศรัทธาขบวนการพระศรีอาริย์ที่ตื่นตัวอย่างมาก ดังที่เกิดขึ้นในพม่าใกล้กับชายแดนสยาม; ขบวนการนี้ มีชัยชนะอย่างชัดเจนด้วยการสนับสนุนในหมู่กะเหรี่ยงสยาม ในปี 1848 (Stern 1968A: 306-7) ขบวนการนี้เป็นผู้เบิกทางก่อนของกะเหรี่ยงโลกพระศรีอาริย์จำนวนมากและสาขาครึ่งพุทธที่เกิดขึ้นในปี 1848 (Stern, p.308) สองสาขานี้ คือ Lake กับ Telakhon ซึ่งเข้ายึดครอที่ความหมายสำคัญในหมู่สาวกชาวกะเหรี่ยงสยาม (Carpenter 1873: 14) และได้ยืนยัดมาถึงปัจจุบัน ในท้ายที่สุด ปัจจุบันผู้นำของเทละคอน ชาวกะเหรี่ยงโปว์ได้มีสำนักในจังหวัดตากตอนใต้ในประเทศไทย (Stern 1968A: 315)

มิชชันนารีคริสเตียนทำงานในหมู่ชาวกะเหรี่ยงสยามเป็นอันดับแรก โดยมิชชันนารีกะเหรี่ยงสกอว์จากพม่าในปลายทศวรรษ 1860 หรือช่วงต้นทศวรรษ 1870 (Capenter 1873: 9) อย่างไรก็ตาม ความพยายามขั้นแรกนี้ไม่ประสบผลและความพยายามต่อมา ไม่ได้เพิ่มสมาชิกจำนวนมากต่อชุมชนกะเหรี่ยงคริสเตียนในประเทศไทย

ชาวสยามได้ปรากฎถึงการสังเกตเล็กน้อยในการเพิ่มขึ้นของประชากรชาวกะเหรี่ยงในแถบชายแดนตะวันตก จนกระทั่งประมาณกลางศตวรรษที่สิบเก้า แหล่งข้อมูลสยามจากปี 1844 กล่าวว่าเจ้าหน้าที่สยามได้แต่งตั้งกะเหรี่ยงสองคนเป็น tsokays หรือตำรวจภายใต้อำนาจเขา และได้จัดเตรียมพวกเขาไปกับหนังสืออนุมัติให้เขาไปตั้งถิ่นฐานในจังหวัดตากใกล้กับชายแดน โดยสมัยที่คณะกรรมการชายแดนอังกฤษ-สยามเริ่มต้นกำหนดเขตแดนระหว่างอังกฤษพม่ากับสยามในปี 1866 และสยามได้ยอมรับหัวหน้าขุนนางกะเหรี่ยงสามคน (ผู้เป็นเจ้าของตำแหน่งโดยการสืบทอด) ดังเช่น ที่ดินที่ถ่ายโอนอย่างถูกกฎหมายในเขตชายแดนในตอนบนจังหวัดกาญจนบุรี

  1. พระศรีสวัสดิ์: หัวหน้าของเขตศรีสวัสดิ์ในตอนกลางแควใหญ่เหนือกาญจนุบรี เขารับรองเหมือนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสำหรับฝ่ายสยาม (Bagge 1866:5f.; เจ้าพระยาทิพกรณ์วงศ์ 1962: 335; Stern 1971A: 31)
  2. พระแม่กลอง: กะเหรี่ยงโปว์ ซึ่งเป็นหัวหน้าของเขตแม่กลองบริเวณตอนบนแควใหญ่ (Bagge 1866: 15; Stern 1971A: 32)
  3. พระศรีสุวรรณคีรี (พะวะโพ หรือ พระพาย) หัวหน้าของเขตพระสุวรรณบริเวณตอนบนแควน้อย (Bagge 1866: 48; Bunchuai Sisawat 1963: 104; Stern 1971A: 322-33)

แต่ละชื่อที่ใช้ – พระหรือพระยา- ถูกให้โดยราชสำนักสยามในการยอมรับต่อการรับใช้ ดังที่ Stern ได้เสนอ (1971: 32-33) ดังการชี้บอกขนาดของเขตอำนาจควบคุม ในปี 1872 C. H. Carpenter ไปเยี่ยมหนึ่งในสามหัวหน้ากะเหรี่ยงดังกล่าว เขาอธิบายเขตและประชากรของพระสุวรรณ ผู้ปกครองตำแหน่งสูงที่สุด ที่เจ้าหน้าที่สยามแต่งตั้ง ในด้านนี้ของกาญจนบุรีเป็นที่กล่าวถึงว่าเป็นกะเหรี่ยงโปว์และอาศัยในหมู่บ้านที่รวมโปว์เป็นส่วนใหญ่

เขตหนึ่งของหมู่บ้านสกอว์ไปทางด้านใต้ของพวกเขา และอีกแห่งหนึ่งที่กว้างใหญ่กว่าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ทั้งหมดในเขตใกล้เคียงนี้เป็นโปว์…เขตที่ถูกปกคลุมติดกับภูเขาขรุขระ และเต็มไปด้วยหินที่แข็งแกร่งรู้จักเพียงในชาวกะเหรี่ยงพวกเขาเอง …พวกเขามีอิสระในการปกครองของสยามตามความเป็นจริงมาเป็นเวลานาน ชนชาติอื่นถูกเก็บภาษีที่จำกัดต่อความอดทนของพวกเขาอย่างมาก แต่ไม่เก็บภาษีหรือการรับใช้ของทุกกลุ่มที่ถูกแยกออกจากกะเหรี่ยง ยกเว้นการขนส่งหนังสือของกษัตริย์เป็นครั้งคราว จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านถัดไป

ผู้ปกครองเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ และอุปถัมภ์วัดขนาดใหญ่ ผู้คนภูมิตนเองในการถือศีลทางศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด สกอว์โดยทั่วไปค่อนข้างจะสงวนรักษาความเชื่อไสยศาสตร์ดั้งเดิมของพวกเขา โดยปราศจาการปรับเปลี่ยนศาสนาพุทธ (Carpenter 1873:11)

การที่พบว่ากะเหรี่ยงไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องจ่ายภาษีถูกยืนยันโดยสมาชิกของคณะกรรมการชายแดนอังกฤษ-สยาม ซึ่งเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่ชายแดนในสยามที่เข้าไปอาศัยอยู่ในส่วนของกะเหรี่ยงในปี 1899

อำนาจสูงสุดของเขา กษัตริย์ได้ยกเว้นผู้อยู่ภายใจ้อำนาจชายแดนของเขาทั้งหมดจากการเก็บภาษี แต่กำหนดหน้าที่ให้พวกเขาจัดหาเจ้าหน้าที่ของเขากับอาหารและอื่นๆ และในอีกด้านได้ให้การช่วยเหลือพวกเขา เมื่อพวกเขาร้องขอในระหว่างที่เยี่ยมเยียนยังชายแดน นี่ถูกทำด้วยความคิดเพื่อป้องกันการอพยพออกจากประเทศ แต่ผู้คนกล่าวว่าภายหลัง ทั้งหมดที่มันกลายเป็นเหมือนสถานการณ์ยุติลง สำหรับการเข้ามานี้ (เจ้าหน้าที่) ค่อนข้างบ่อยและพวกเขาเคยให้อาหารกลุ่มผู้ติดตามและจัดเตรียมช้างโดยไม่ได้เอาค่าตอบแทน (Bagge 1866: 31-32; quote in Stern 1971A: 35-36)

การจำแนกพื้นที่ของกะเหรี่ยงท่ามกลางผู้อยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์สยาม เหมือนกับเกิดขึ้นเพื่อค้นหาการแสดงออกทางสัญลักษณ์ ในหัวเรื่องหนึ่งของกษัตริย์ ดังเช่น “กษัตริย์ของกะเหรี่ยง” (Seidenfaden 1967: 14) เมื่อหัวเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้น ฉันยังไม่สามารถที่จะกำหนดได้

กะเหรี่ยงสยามสืบต่อการบันทึกการจำแนกอัตลักษณ์ทางการเมืองอย่างเหมาะสมสู่ศตวรรษที่ยี่สิบ กะเหรี่ยงคริสเตียนนิกายอีแวนเจลิสท์ ชื่อว่า Thra Loo Shwe รายงานว่าเมื่อเขาไปเยี่ยมเขตสังขละบุรีในกาญจนบุรี (สิ่งก่อนนี้เคยเป็นเขตศรีสุวรรณคีรี) ในปี 1924 หัวหน้าหรือพระสุวรณ ยังคงเป็นกะเหรี่ยงโปว์ (Loo Shwe 1962: 68)

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่เขาเป็นเพียงร่องรอยที่เหลืออยู่ของระเบียบที่เก่ากว่าที่ถูกแทนที่อย่างรวดเร็วโดยตลอดทั้งราชอาณาจักรสยาม เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่สิบเก้า กษัตริย์จุฬาลงกรณ์และที่ปรึกษาของเขาได้วางแผนการใหม่ในการบริหารท้องถิ่นด้วยวิธีสืบทอดผู้ปกครองทั้งหมดที่เสื่อมถอยลง แต่ไม่รวมในระดับหมู่บ้าน และถูกแทนที่โดยเจ้าหน้าที่ราชการสยาม แผนการถูกทำให้เกิดผลในระหว่างปีแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ และในปี 1924 พระสุวรรณต้องเป็นหนึ่งของตำแหน่งรูปแบบเก่าสุดท้ายที่เหลืออยู่

การปฏิรูปของกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ได้สิ้นสุดลงไปพร้อมกับการปกครองตนเองของไทยเหนือด้วยเช่นกัน ในขณะที่ผู้ครองยวนสูญสิ้นไป ตามความเป็นจริงได้หายไปจากรากฐานของการส่งส่วยโดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ยึดถือต่อชาวกะเหรี่ยง (และกลุ่มชนอื่นๆ) ในไทยตอนเหนือ การทำลายพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่มีต่อชาวกะเหรี่ยงที่ให้ความช่วยเหลือต่อผู้ปกครองทางการเมืองของยวนและสยาม ส่งผลในการทำให้ชาวกะเหรี่ยงในบางสถานะที่กำกวม แม้กระทั่งปัจจุบันและมากมาย ซึ่งหากไม่ใช่กลุ่มหลักของชาวกะเหรี่ยงที่ถูกปฏิบัติไม่ได้เป็นทั้ง “พลเมือง” โดยสมบูรณ์ ของไทย และไม่ใช่ทั้ง “คนแปลกหน้า” โดยสมบูรณ์ด้วย

การที่มีลักษณะเฉพาะทางศาสนาของกะเหรี่ยงได้เปรียบเทียบกับคนไทย ไม่ว่าแสดงออกในรูปแบบของศาสนาตามจารีต, ลัทธิโลกหน้า, หรือพุทธในแบบพม่า, ซึ่งยังคงรับไว้เพื่อส่วนสำคัญที่สุด ความพยายามบางอย่างเมื่อเร็วๆนี้ ระบุไว้เพียงจากช่วงปลายทศวรรษ 1960 ได้ทำให้ศาสนาพุทธแบบไทยแพร่กระจายในหมู่ชาวกะเหรี่ยงและชนเผ่ากลุ่มอื่นๆ

กะเหรี่ยงจำนวนมากที่สุดในไทยสืบต่อการดำรงชีวิต ดังเช่นเป็นผู้ทำไร่บนพื้นที่สูง และดังเช่นถูกพิจารณาโดยคนไทยราวกับว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มนที่จำแนกว่า “ชาวเขา” – ผู้ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้น ดังที่การทำไร่ถูกมองแง่ลบอย่างมากจากหน่วยงานโดยรัฐบาลไทย ซึ่งมองว่ามันเป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งผู้ทำตามรูปแบบการเพาะปลูกเหล่านั้น มีเพียงสิทธิชอบธรรมต่อวิธีการผลิตของเขาน้อยมาก ในบางพื้นที่ ดังเช่น เขตแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และในหลายส่วนของจังหวัดตากและเชียงใหม่ กะเหรี่ยง (ส่วนใหญ่สกอว์) สืบต่อลักษณะบทบาทหน้าที่เฉพาะ ดังเช่น คนตัดไม้และเป็นเหมือนผู้ปฏิบัติและสมาชิกของเพื่อนช้าง ผู้ที่ทำงานหนักในการนำซุงออกจากป่า

พื้นที่พิเศษเฉพาะที่ชาวกะเหรี่ยงกลายเป็นผู้ยึดครองในเศรษฐกิจไทยในระหว่างช่วงศตวรรษที่สิบเก้าและพวกเขายังยึดถือสืบต่อยังปัจจุบันได้สนับสนุนต่อการลากเส้นพรมแดนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับไทย พรมแดนดังกล่าวได้ถูกเสริมโดยปัจจัยที่กะเหรี่ยงได้รับความแตกต่างทางการเมืองจากกลุ่มอื่น แม้ว่าปัจจุบันการทำให้แตกต่างถูกยืนยันอยู่บนการดำรงอยู่ในสภาพล่องลอยระหว่างความเป็นพลเมืองและคนแปลกหน้า–ไม่ใช่อย่างที่ในศตวรรษที่สิบเก้า ซึ่งอยู่บนความเป็นอยู่ที่จัดระเบียบไปสู่การแบ่งแยก แม้ว่ายังต้องพึ่งพาหน่วยการบริหารทางการเมืองก็ตาม

ชาวกะเหรี่ยงนับถือศาสนาแบบจารีตมากกว่าที่ทำให้เป็นมาตรฐานไทยพุทธแบบของไทยร่วมสมัย ด้วยเครื่องหมายที่พวกเขาดำรงอยู่อย่างอื่นมากกว่าไทย การยอมรับของกะเหรี่ยงเป็นเหมือนกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่แตกต่างชัดเจนในไทยสมัยใหม่ ขณะที่รากฐานอยู่บนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกะเหรี่ยงได้ถูกสร้างความคิดเกี่ยวกับความแตกต่างในการจำแนกทางชาติพันธุ์ ซึ่งได้กล่าวถึงดังที่ฉันได้แสดงเอาไว้ในบทนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในพงศาวดารไทยและเอกสารอื่นๆ การจำแนกเหล่านี้นั้นรู้จักกันมากที่สุดภายใต้ป้ายฉลากของ “ยาง” และ “กะเหรี่ยง” — มีช่วงเวลายาวนานช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์เช่นกันที่รองรับสนับสนุนความคิดว่ากะเหรี่ยงมีสถานะทางชาติพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะภายใต้จักรวาลที่ครอบงำโดยคนไทย

ขอบคุณที่มาค่ะ

http://www.baanjomyut.com/library/karen/history4.html

« กะเหรี่ยง (Karen)


ยืนดีรับฟังทุกคอมเห็นนะคะ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: