Wellcome to Gonggoicity กองก๋อยซิตี้

กองก๋อยซิตี้ของคนรักบ้านเกิด

คดีฆาตกรรมเจ้าฟ้าเชียงตุง (ภาษาคำเมือง)

คดีฆาตกรรมเจ้าฟ้าเมืองเจียงตุ๋งตี้ครึกโครมในปี๋พ.ศ. ๒๔๘๐ 

บรรดาเจ้าผู้ครองนครเจียงตุ๋งนั้น มีอยู่ ๒ ต๋นตี้ถูกลอบสังหาร ต๋นแรกคือ เจ้าเจ็ดพันธุ ถูก “เล่าหยอม” ข้าเก่าลักเอามีดแตงต๋าย กล๋างกาดตุงเมื่อพ.ศ. ๑๙๑๙ หลังจากนั้นแหม ๕๑๑ ปี๋ คือในปีพ.ศ. ๒๔๘๐ เจ้าก๋องไตก็ถูกคนฮ้ายลักยิงต๋ายแหมต๋นนึ่งในหอหลวง

การลอบสังหารเจ้าก๋องไตนี้เป๋นข่าวครึกโครมทั้งในเจียงตุ๋ง พม่า และสยาม ถ้าหมู่เฮาติดต๋ามงานแปล๋หนังสือ The white Umbrella แล้ว ก็ปอจะหันฮ่องหันฮอยอยู่ในนั้นตวย ผมก็ขอยกเอามาเล่าหื้อหมู่เฮาฟัง เพื่อว่าจะได้ฮู้จักอดีตของเมืองเจียงตุ๋งญาติปี้น้องตี้ใกล้ชิดของหมู่เฮานักขึ้น หว่างนี้มีคนตั้งกระทู้เรื่องเกี่ยวกับไตขืนหลายอยู่ ผมก็ขอฮอมตวยคนครับ

หลังจากเจ้าก๋องคำฟูหรือต๋นตี้จาวบ้านฮ้องกั๋นว่า “เจ้าฟ้าเสือ” เพราะมีนิสัยนักเลง ซอบการต่อสู้ฆ่าฟันกั๋น ได้วายชนม์ในปีพ.ศ. ๒๔๓๙ เจ้าก้อนแก้วอินแถลงหลานจาย (ลูกจายของเจ้าฟ้าเจียงแขงน้องจายของเจ้าก๋องคำฟู) ได้ขึ้นเป๋นเจ้าฟ้ากิ๋นเมืองแตนในปี๋พ.ศ. ๒๔๔๑ จื้อว่า “สมเด็จเสตถปรมเทพินทบพิตรมหารัตนโชติสิริสุธมวรชัยยาสีหฬเมฆมณีปวรเสตถราชภูมินทนรินทา เขมาธิปติราชา”

ตลอดเวลาตี้กิ๋นเมืองอยู่ ๓๘ ปี๋ (พ.ศ. ๒๔๔๑-๒๔๗๙) เจ้าก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งจาวเจียงตุ๋งฮ้องกันว่า “เจ้าฟ้าเถ้า” ท่านเป๋นคนตี้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล๋ ท่านได้สร้างความเจริญหื้อแก่เมืองเจียงตุ๋งนักขนาด เช่น ได้ตัดขนนหนตาง สร้างวัดก็หลายแห่ง วัดหัวข่วงตี้ถูกไฟไหม้ก็สร้างใหม่แล้วยกเป๋นวัดหลวง สร้างวัดพระเจ้าหลวงประดิษฐานพระพุทธมหามัยมุนีจำลองจากเมืองมันดะเลย์ สร้างหอหลวงใหม่เป๋นตึกแบบอินเดีย เป๋นต้น และได้ปฏิบัติงานเรียบร้อยเป๋นตี้ถูกใจ๋ของอังกฤษเจ้าอาณานิคม จนรัฐบาลอังกฤษได้ยกหื้อเป็น C.I.E. (Companion of the Indian Empire)

เจ้าก้อนแก้วอินแถลงได้ส่งลูกจายคนใหญ่ ๒ คนไปเฮียนตี้อังกฤษ คือ (๑) เจ้าพรหมลือ ตี้เกิดแต่เจ้านางปทุมมามหาเทวีไปเฮียนตางเศรษฐศาสตร์ กับ (๒) เจ้ากองไต ตี้เกิดแต่เจ้าแม่จ๋ามฟองชายาคนตี้สองไปเฮียนตางไฟฟ้า แต่ก็บ่สำเร็จตังคู่ มีข่าวว่าไปไจ้ชีวิตโดยก๋ารแอ่วเอาม่วน แล้วก็ปิ๊กบ้านตามคำสั่งของเจ้าป้อ

กันว่าปิ๊กมาเถิงย่างกุ้ง เจ้าก๋องไตบ่ยอมปิ๊กเจียงตุ๋ง แล้วไปสมัครเป๋นตะหานอังกฤษจนได้ยศฮ้อยโท ได้มีหนังสือทูลมายังเจ้าป้อว่า ต๋นเองนั้นบ่มีหวังจะได้เป๋นเจ้าฟ้า ย้อนว่าเจ้าแม่เป๋นคนสามัญ บ่ไจ้เจ้าแล้วก็บ่ไจ้มหาเทวีตวย ตำแหน่งเจ้าแกมเมือง(ทายาท) คงจะได้แก่เจ้าพรหมลือ น้องจาย ซึ่งเป๋นลูกตี้เกิดจากเจ้านางปทุมมา ซึ่งเป๋นทั้งมหาเทวีและเป๋นทั้งเจ้าเชื้อสายเจ้าเมืองสิงห์

เมื่อเจ้าป้อได้อ่านจดหมายแล้ว ก็โทรเลขไปฮ้องตั๋วเจ้าก๋องไตหื้อปิ๊กมา ซ้ำยังแต่งตั้งหื้อเป๋นเจ้าแกมเมือง เมื่อเจ้าฟ้าเถ้าวายชนม์ด้วยโรคไต๋ในปีพ.ศ. ๒๔๗๙ รัฐบาลอังกฤษได้แต่งตั้งเจ้าก๋องไตซึ่งได้เป็นเจ้าแกมเมืองมาเมินได้ ๑๓ ปีแล้ว หื้อขึ้นเป๋นเจ้าฟ้ากิ๋นเมืองเจียงตุ๋งแตนในปีถัดมาคือพ.ศ. ๒๔๘๐

ในคืนแฮม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีพ.ศ. ๒๔๘๐ นั้นมีงานปอยออกวัสสา เจ้าก่องไตปิ๊กจากงานจะขึ้นไปยังหอหลวง ก็ถูกลอบสังหารในบริเวณหอหลวงนั่นเอง สรุปแล้วอยู่ในตำแหน่งบ่ตันเถิงปี๋ นับเป๋น talk of the town ในเวลานั้น ว่ากั๋นว่าเป๋นย้อนเจ้าพรหมลือถูกโกงเอาตำแหน่งเจ้าฟ้าไป จึงเกิดการลอบสังหารขึ้น รายละเอียดผมจะเอามาเล่าหื้อฟังแบบกำต่อกำ ถ้าสักกำน่อครับ

   ตั้งกระทู้โดย : หลื่อเจงคำ , 2550-03-07 / 03:01:27    IP : 203.170.226.254
 

หมายเหตุก่อนอ่าน : ผมเอาหนังสือ“เที่ยวเมืองเชียงตุง และแคว้นสาละวิน” โดย บ. บุญค้ำ พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๙ ราคาเล่มละ ๒๖ บาท มาอ่าน หันว่าม่วนงันกั๋นดี มีเรื่องน่าสนใจ๋ ตั๋วละครบางตั๋วก็ไปกระโดดโลดเต้นในงานแปล๋ The white Umbrella ก็เลยตัดสินใจ๋คัดเอาข้อความในบทตี้ ๕ ดังข้างท้ายนี้มาหื้อหมู่เฮาอ่าน จะได้ติดต๋ามเรื่องได้เข้าใจ๋ยิ่งขึ้น ส่วนการสะกดตัวอักษรต่างๆได้คงไว้ต๋ามที่ปรากฏในต้นฉบับทุกตัวโดยบ่ได้แก้ไขแต่อย่างใด ขอเจิญจาวหมู่ปี้น้องติดต๋ามได้ครับ

บทที่ ๕
คดีฆาตกรรมเจ้าฟ้า

เมืองเชียงตุงถ้าจะนับตั้งแต่พวกละว้าพากันมาสร้างเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นในปีพุทธศักราช ๑๖๗๗ จนถึงปัจจุบันนี้ก็มีอายุถึง ๘๐๐ ปีเศษ และมีผู้ครองนครตั้งแต่สร้างมาจนถึงบัดนี้รวม ๓๖ คน ในจำนวนผู้ครองทั้ง ๓๖ นี้ มี ๒ ท่านที่ถูกคนร้ายประหารคือ เจ้าเจ็ดพันธุ ลูกเจ้าผายูที่ไปครองเมืองเชียงตุงเมื่อปีพ.ศ. ๑๙๐๓ และถูกเล่าหยอมลอบเอามีดแทงตายที่กาดตุง สาเหตุว่าเนื่องจากเล่าหยอมเป็นคนเก่าคนแก่ของเจ้าเจ็ดพันธุมีความเจ็บใจเจ้าเจ็ดพันธุ ไม่แต่งตั้งให้ได้ดิบได้ดีเหมือนคนอื่นที่เป็นคนภายนอก จึงได้ลอบฆ่าเสียเมื่อพ.ศ. ๑๙๑๙ และต่อมาอีก ๕๑๑ ปี คือเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๐ เจ้ากองไทก็ถูกผู้ร้ายลอบยิงดังจะได้นำเรื่องมาเล่าต่อไป

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องฆาตกรรมเจ้ากองไท เห็นควรกล่าวถึงเครือญาติและความเป็นไปในเมืองเชียงตุงสมัยนั้นมาให้ทราบโดยสังเขป เพื่อเป็นทางพิจารณาประกอบเรื่องให้เข้าใจดีขึ้น

เจ้าก้อนแก้วอินแถลง หรือที่ชาวเมืองเชียงตุงนิยมเรียกกันว่า “เจ้าฟ้าเฒ่า” นั้นสืบสายโลหิตมาจากเจ้าสามหรือเจ้าเมืองสาม ตามแผ่นเครือญาติดังนี้

เจ้าสาม (เจ้าเมืองสาม) (๒๒๙๔-๒๓๓๐)
เจ้ากองไท (สารัมพยะ) (๒๓๓๑-๒๓๔๖)
เจ้าดวงแสง (มหาขนาน) (๒๓๕๗-๒๔๐๑)
เจ้ามหาพรหม (๒๔๐๒-๒๔๒๐)
เจ้าแสง (๒๔๒๑-๒๔๒๔)
เจ้ากองไท (โชติกองไท) (๒๔๒๕-๒๔๒๙)
เจ้ากองคำฟู (เจ้าฟ้าเสือ) (๒๔๓๐-๒๔๓๙)
เจ้าก้อนแก้วอินแถลง (๒๔๔๑-๒๔๗๙)
เจ้ากองไท (๒๔๘๐)
เจ้าชายหลวง (๒๔๘๑)

เจ้าสามผู้เป็นต้นวงศ์นี้เป็นผู้ที่พระเจ้าแผ่นดินพม่าช่วยเหลือให้ได้ครองเมืองเชียงตุง เนื่องจากเวลานั้นได้เกิดการจลาจลวุ่นวายมากและเป็นเวลาที่พม่ากำลังแผ่อำนาจขึ้นมาในดินแดนไทยสาละวินในสมัยพระเจ้าอลองพญา เห็นจะเพื่อเอาแผ่นดินไปทดแทนที่เสียให้แก่อังกฤษทางภาคใต้ เจ้าสามได้ไปอยู่ในราชสำนักพระเจ้าแผ่นดินพม่าและเจ้ากองไทหรือสารัมพยะก็ได้ไปเป็นมหาดเล็กพระเจ้าแผ่นดินพม่าอยู่ถึง ๒ ปี ในสมัยเจ้ามหาขนานได้คิดต่อต้านเพื่อให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของพม่า แต่ในที่สุดเจ้ามหาขนานก็ต้องอ่อนน้อมยอมเข้าหาพม่า และต้องส่งลูกไปอบรมในราชสำนักพม่าอีก จนถึงสมัยเจ้าโชติกองไท อังกฤษได้พม่าเหนือ เชียงตุงจึงได้หลุดพ้นจากแอกของพม่าเข้าสู่แอกฝรั่งต่อมา

เจ้าโชติกองไทยมีเชื้อสายทางมารดาเป็นชาวเมืองเชียงแขง ( * เชียงแขง อยู่ริมแม่น้ำโขงตรงข้ามกับเมืองสิงห์) ในสมัยที่เจ้าสารัมพยะถูกเจ้าเชียงใหม่เอาตัวไปในปีพ.ศ. ๒๓๔๖ นั้น เจ้ามหาขนานก็คิดการต่อต้านกับพม่าและได้ไปชุมนุมอยู่ทางเมืองเชียงแขง จึงไปได้ชาวเชียงแขงเป็นภริยา และมีบุตรคือเจ้าโชติกองไท จึงเรียกเจ้าโชติกองไทว่า เจ้าฟ้าเชียงแขงอีกชื่อหนึ่ง

เจ้าโชติกองไทหรือเจ้าฟ้าเชียงแขงกินเมืองอยู่ได้ ๕ ปีก็วายชนม์ เป็นเวลาที่อังกฤษยึดพม่าเหนือและกำลังเข้ามาจัดการกับแคว้นไทยสาละวีน เจ้ากองคำฟูหรือเจ้าฟ้าเสือได้กินเมืองแทนเมื่ออายุได้เพียง ๑๓ ปี เมื่ออังกฤษเข้าเมืองเชียงตุงนั้นเจ้าฟ้าอายุได้ ๑๖ ปี แต่ปรากฏว่าเป็นผู้มีนิสัยชอบทางนักเลง อาจเป็นความจริง เพราะเจ้ามหาขนานผู้เป็นปู่นั้นเป็นนักเลงและนักรบที่ห้าวหาญมาก ดังจะเห็นได้จากการแข็งเมืองต่อพม่าและทำการต่อสู้ป้องกันเมืองเชียงตุงในคราวที่กองทัพไทยยกไปรบ

เจ้าฟ้าเสือคงจะทำความไม่พอใจให้อังกฤษหลายอย่าง เซอร์ยอรชสก๊อต ซึ่งเป็นหัวหน้าเข้ามาจัดการกับเชียงตุงครั้งแรกนั้นจึงได้เขียนติเตียนอย่างแรง ไว้ในหนังสือที่เขาแต่ง [* คือหนังสือ เบอร์ม่า แอน บียอนด์ กับ สก๊อต อ๊อฟ เดอะ ชาน ฮิลส์ (เล่มหลัง เค ดี สก๊อตเป็นผู้รวบรวมจาก ไดอารี่ของ เซอร์ ยอรช) ] และเขาคงจะรายงานเรื่องราวของเมืองเชียงตุงให้รัฐบาลอังกฤษทราบ แต่ต่อจากนั้นมา ๕ ปี เจ้าฟ้าเสือก็วายชนม์ลง เป็นอันว่าความไม่พอใจของฝ่ายอังกฤษซึ่งหากจะมีจริงตามที่ว่านี้ก็ได้ละลายหายไปด้วย

เจ้าก้อนแก้วอินแถลงได้ครองเมืองแทน ท่านผู้นี้มีนิสัยสุภาพอ่อนโยนเป็นที่นิยมรักใคร่ของประชาชนทั่วไป หมอด๊อดได้เขียนไว้ในหนังสือ Burma and Beyond ว่า “… ถึง แม้ว่าเป็นคนเงียบๆ ไม่วางท่าและมีรูปร่างหน้าตาไม่สะสวยชวนดู และเมื่อมีอะไรขัดข้องในใจก็มักพูดไม่ค่อยออกเป็นนิสัยดังนี้ก็ดี ก็ยังเป็นที่เคารพรักอย่างลึกซึ้งของประชาชน รัฐบาลอังกฤษก็มีความไว้วางใจและแสดงความนับถือได้ เป็น K.S.M. ได้รับเหรียญที่ระลึกการประชุมเดอร์บาร์ที่เดลี และได้รับเกียรติยิงสลุตเก้านัด” [ ภายหลังได้ทราบว่าได้เพิ่มเป็น ๑๑ นัด ]

เจ้าก้อนแก้วอินแถลงต้องเป็นคนฉลาด และเห็นการไกลกว่าพื่ชายอย่างแน่นอน จึงสามารถทำความพอใจให้แก่รัฐบาลอังกฤษได้ภายในเวลาไม่ช้า ในสมัยที่ท่านผู้นี้ครองนคร เชียงตุงได้รับการทนุบำรุงให้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ตัดถนนหนทางใหม่ให้กว้างและเป็นระเบียบดีขึ้น ย้ายตลาดสดจากกาดตุงไปที่ป่าโละ (คือตลาดสดปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดทำลายอย่างย่อยยับเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๗ แต่เวลานี้ได้ปรบปรุงสร้างขึ้นใหม่แล้ว ) สร้างวัดหลายแห่ง วัดหัวข่วงก็สร้างใหม่ และยกเป็นวัดหลวง สร้างวัดพระเจ้าหลวงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่ ซึ่งจำลองมาจากพระพุทธนิบมิตเมืองมันดะเล สร้างหอหลวงใหม่เป็นตึกขนาดใหญ่แบบอินเดียและใช้ช่างแขกอินเดียเป็นผู้ทำ บ้านเรือนเจ้าแม่เจ้านางได้เปลี่ยนเป็นตึกแบบใหม่หมด สร้างที่อาบน้ำที่น้ำพร้อมนอกเมือง รวมความว่าสิ่งใดที่จะนำความเจริญมาสู่บ้านเมือง ท่านผู้นี้ก็ได้พยายามจัดขึ้นทำขึ้น การติดต่อกับเพื่อนบ้านก็ให้ตัดถนนเป็นทางรถยนตร์ติดต่อกับจังหวัดเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนติดต่อกับเชียงตุง ทางตวันตกก็มีทางรถยนตร์ติดต่อกับตองกี กับได้ทำความสัมพันธ์กับเจ้านายพื้นเมืองทางเชียงใหม่และลำปางโดยทางแต่งงานของลูก

ดังนี้จะเห็นได้ว่าเจ้าก้อนแก้วอินแถลงหรือเจ้าฟ้าเฒ่าเป็นผู้สมควรได้รับความจงรักเคารพจากประชาชนและความไว้วางใจจากรัฐบาลอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง
เจ้าก้อนแก้วอินแถลงมีเทวีชื่อเจ้านางปทุมมาและมีชายาอื่นอีก ๕ คน มีบุตรธิดารวม ๑๙ คน เป็นชาย ๑๐ หญิง ๙ คือ

๑. เจ้านางปทุมมา เป็นเชื้อสายเจ้าเมืองสิงห์ มีธิดา ๑ ชื่อเจ้าหญิงทิพย์เกษรเจ้าชายหนึ่ง ชื่อเจ้าพรหมลือ หรือ เจ้าเมืองเหล็ก (สมรสกับเจ้าหญิงทิพยวรรณหลานเจ้าหลวงลำปาง)

๒. เจ้าแม่จามฟอง มีบุตรชาย ๔ ธิดา ๒ ตามลำดับดังนี้
(๑) เจ้ากองไท กินนาแสน
(๒) เจ้าอินทรา (เจ้าฟ้าสีป๊อขอไปเลี้ยงเป็นลูก ถึงแก่กรรมแล้ว)
(๓) เจ้าปราบเมือง (เจ้าขุนเมือง)
(๔) เจ้าขุนศึก
(๕) เจ้าหญิงบัวสวรรค์
(๖) เจ้าหญิงฟองแก้ว (ถึงแก่กรรมที่ย่างกุ้ง)

๓. เจ้าแม่บัวทิพย์หลวง มีบุตรชาย ๒ ธิดา ๓ คือ
(๑) เจ้าหญิงแว่นแก้ว (เป็นมหาเทวีเจ้าฟ้าลอกจอก)
(๒) เจ้าหญิงสุคันธา (เป็นภริยาเจ้าอินทนนท์ ลูกเจ้าหลวงเชียงใหม่)
(๓) เจ้าหญิงแว่นทิพย์ (ไปเป็นชายาเจ้าฟ้าแสนหวี แต่เวลานี้เลอกร้างกันแล้ว)
(๔) เจ้าสิงห์ชัย
(๕) เจ้าแก้วมาเมือง

๔. เจ้าแม่แดงหลวง มีบุตรชาย ๑ ธิดา ๑ คือ เจ้าสายเมือง และเจ้าหญิงจันทร์ฟอง (สมรสกับนายนฤ ข้าราชการกรมป่าไม้ไทย นายนฤตายเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๒)

๕. เจ้าแม่บุญยวง มีบุตรชาย ๑ ธิดา ๑ คือ เจ้าหญิงฟองนวล (ถึงแก่กรรมแล้ว) และเจ้าบุญวาทย์วงศา

๖. เจ้าแม่บัวทิพย์น้อย มีบุตรชาย ๑ ธิดา ๑ คือ เจ้าหญิงบัวนวล และเจ้ายอดเมือง

ลูกเจ้าก้อนแก้วอินแถลงปรากฏว่า ได้รับฐานันดรศักดิ์ ๒ คน คือเจ้าพรหมลือ กินนาเหล็ก และเจ้ากองไทกินนาแสน นอกนั้นไม่ปรากฏเรื่องฐานันดรศักดิ์ “กินนา” นี้ทางเชียงตุงถือเป็นของสำคัญและมีลำดับดังนี้
๑. เจ้าฟ้า
๒. เจ้าแกมเมือง (ทายาท)
๓. เจ้าเมืองเหล็ก (กินนาเหล็ก)
๔. เจ้าเมืองขาก (กินนาขาก)
๕. เจ้าเมืองขอน (กินนาขอน)
ทั้ง ๕ อันดับนี้เป็นลำดับยศชั้นสูงตามลำดับ นอกจากนี้อาจมี “กินนา” อื่นอีก แต่ไม่สูงเท่ากินนาขอน และถือเสมอกันหมด

คำว่า “กินนา” เห็นจะคู่กับ “กินเมือง” เจ้าฟ้าผู้กินเมือง ส่วนพวกลูกๆเจ้าฟ้าตั้งให้ไป “กินนา” เดิมคงให้ไปเก็บภาษีอากรค่านาจากชาวเมืองนั้นเอาเอง (ลัทธิเจ้าผู้ครองนคร) แต่ภายหลังอาศัยแต่ชื่อมาตั้งให้เท่านั้น คงจะเป็นทำนองเดียวกับอังกฤษตั้ง ปริ๊นส์ ออฟ เวลส์ หรือยุก ออฟ ยอร์ก และไทยเราตั้งเป็นกรมหลวงราชบุรี หรือกรมขุนเพ็ชรบูรณ์ ฯลฯ นั่นเอง

เจ้าฟ้าเฒ่าได้ให้การศึกษาแก่ลูกเป็นอย่างดีทุกคน เจ้ากองไท และเจ้าพรหมลือได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เจ้ากองไทเรียนทางเศรษฐศาสตร์ เจ้าพรหมลือเรียนทางไฟฟ้า แต่ไม่สำเร็จด้วยกันทั้งคู่ พวกน้องๆได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแรงกูนได้ปริญญา บี.เอ.บ้าง ( Art. I. A. )บ้าง ทั้งหญิงและชาย อย่างน้อยก็ได้เรียนสำเร็จจากโรงเรียนหลวงที่ตองกีหรือโรงเรียนมัธยม High School อื่นๆ เจ้าขุนศึก ได้มาบวชอยู่วัดเทพศิรินทราวาศ กรุงเทพฯ ๓ ปี แล้วกลับไปศึกษาต่อที่แรงกูนได้ Brt I. B. เจ้าสายเมืองได้ปริญญา บี.เอ. ที่แรงกูนแล้วไปศึกษาวิชาครูต่อที่ประเทศอังกฤษ ๑ ปี

สำหรับเจ้ากองไทและเจ้าพรหมลือนั้นเป้นบุตรคนใหญ่ ที่ส่งไปเรียนถึงประเทศอังกฤษ เจ้าพ่อก็คงมีความมุ่งหมายที่จะเตรียมไว้เป็นทายาท แต่ท่านทั้งสองนั้นหาได้เรียนให้สำเร็จไม่ (ผู้เขียนเคยได้ฟังเจ้าพรหมลือเล่าให้ฟังว่า สองพี่น้องพากันเที่ยวไปในประเทศต่างๆ เกือบทั่วยุโรปอย่างสนุกสนานแล้วก็กลับบ้านตามคำสั่งของเจ้าพ่อ)

เมื่อกลับมาถึงพม่า เจ้ากองไทไม่ยอมกลับเชียงตุง และได้สมัครเข้าเป็นทหารอังกฤษ จนได้รับยศเป็นนายร้อยโท การไม่กลับเชียงตุงเจ้ากองไทได้เขียนหนังสือถึงเจ้าพ่อแจ้งว่าตนไม่มีหวังจะได้ดิบได้ดีอะไรทางเชียงตุง (คือไม่มีหวังจะได้เป็นเจ้าฟ้า) ก็จะไปหาความดีเอาทางอื่น การที่เจ้ากองไทคิดเช่นนั้น เพราะเห็นว่าเจ้าแม่เป็นคนสามัญ ไม่ใช่เชื้อเจ้า และไม่ใช่มหาเทวี [ * คำว่า “มหาเทวี” หมายถึงภริยาเอกของเจ้าฟ้า นิยมเรียกกันดังนี้ทั่วไปในแคว้นสหรัฐฉาน ] เข้าใจว่าตำแหน่งเจ้าแกมเมือง (ทายาท) จะได้แก่เจ้าพรหมลือ เพราะมารดาเป็นเชื้อเจ้าและเป็นมหาเทวี

เมื่อเจ้าพ่อได้ทราบความจากหนังสือนั้นแล้ว ก็โทรเลขไปเรียกตัวเจ้ากองไทให้กลับมา และได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าแกมเมือง

(เรื่องนี้ผู้เขียนได้ทราบจากท่านผู้ใหญ่ในเชียงตุงผู้หนึ่งที่เป็นคนใกล้ชิดกับเจ้าฟ้าเฒ่าและเป็นผู้ที่เอาใจใส่ต่อกิจการบ้านเมืองมาแต่เดิม)

ถ้าเชียงตุงไม่มีกฎหมายจำพวกกฎมณฑณเฑียรบาลเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็คงจะมีจารีตประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาจนถือได้ว่าเป็นกฎหมาย การที่เจ้าฟ้าเฒ่าได้แต่งตั้งเจ้ากองไทเป็นทายาทหรือเจ้าแกมเมืองนั้น ได้ทราบว่ามีเสียงข้างนอกวซุบซิบกันเหมือนกันว่า เจ้าฟ้าทำไม่ถูกบ้าง ทำถูกบ้างเถียงกันอยู่ และมีผู้ลงความเห็นว่า สาเหตุที่เกิดการฆาตกรรมเจ้าฟ้ากองไทขึ้น ก็เพราะการแต่งตั้งเจ้าแกมเมืองไม่ถูกต้องนั่นเอง แต่บางเสียงก็ว่าไม่เป็นความจริง ดังนั้น จึงยากที่จะเชื่อข้างไหน นอกจากจะพิจารณาเอาเองจากเหตุการณ์และข้อเท็จจริงต่อไปนี้คือ

๑. เชียงตุงจะมีประเพณีการแต่งตั้งทายาทไว้อย่างไรไม่ทราบ แต่ถึงจะมีหรือไม่มีการที่เจ้าฟ้าเฒ่าแต่งตั้งเจ้ากองไทเป็นทายาทนั้น เราจะว่าทำไม่ถูกก็ไม่ได้ เพราะตามหลักบุคคลย่อมมีสิทธิจะแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้รับมรดกของตนก็ย่อมทำได้ แม้กฏมณเทียรบาลทั่วไปก็มีบทบัญญัติให้กษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะแต่งตั้งใครเป็นทายาทก็ได้ ต่อเมื่อไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นทายาทไว้ จึงให้เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบ่งไว้ กฎมณเฑียรบาลก็เดินตามหลักธรรมดานั่นเอง ฉะนั้นแม้เจ้ากองไทจะไม่ใช่ลูกของมหาเทวีก็ตาม เมื่อเจ้าพ่อแต่งตั้งแล้วก็ย่อมเป็นการสมบูรณ์ ตามกฎหมายหรือประเพณี

๒. เจ้าฟ้าเฒ่าถือหลักอะไรในการแต่งตั้งเจ้ากองไทเป็นทายาท ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือเจ้ากองไทเป็นพี่ของเจ้าพรหมลือ แม้จะเกิดก่อนกันไม่กี่วันก็ตาม

๓. เจ้ากองไทและเจ้าพรหมลือสองพี่น้องนี้มีนิสสัยตรงกันข้าม เจ้ากองไทเป็นคนช่างพูด แต่เจ้าพรหมลือเป็นคนพูดน้อย และดูเหมือนว่าเจ้ากองไทจะมีลักษณะเหมาะในทางปกครอง แต่เจ้าพรหมลือชอบทางเศรษฐกิจ ชอบการค้าขายและการอุสาหกรรมต่าง ๆ (เจ้าพรหมลือเป้นผู้ที่ร่ำรวยมากกว่าพี่น้องทุกคน) ฉะนั้น การที่ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้าคงจะไม่ทำให้เจ้าพรหมลือเสียอกเสียใจอะไร เพราะมีความสุขดีกว่าเป็นเจ้าฟ้าเสียอีก

หลังจากแต่งตั้งเจ้าแกมเมืองมาถึง ๑๓ ปี เจ้าฟ้าเฒ่าจึงวายชนม์ลงเมื่อพ.ศ. ๒๔๗๙ และเจ้ากองไทก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าแทนในปี ๒๔๘๐ และจะมีงานพิธีครองเมืองในเดือนมกราคม ต่อมา แต่พอถึงเดือนตุลาคม วันที่ ๒๒ ตรงกับวันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ มีงานพิธีออกพรรษา เจ้าฟ้าก็ถูกฆาตกรรมดังปรากฏในบทก่อนแล้ว

โมริส คอลทิส ผู้เขียนหนังสือ Lords of the Sunset ได้กล่าวถึงเรื่องฆาตกรรมนี้ไว้ในหนังสือนั้นจากคำบอกเล่าของร้อยเอกโรแบร์ต ซึ่งเวลานั้นมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้กำกับราชการประจำเขตเชียงตุง เห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดดีกว่า จึงขอนำมาแปลไว้ ณที่นี้

“โรแบรต์ เล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนค่ำอันน่าสยดสยองแห่งวันที่ ๒๒ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๓๗ เป็นเวลาออกพรรษาซึ่งเป็นงานสำคัญทางพระพุทธศาสนาเจ้ากองไท เจ้าฟ้าผู้ได้รับการศึกษาและชอบในทางนี้จึงได้จัดให้มีการฟ้อนรำขึ้น มีการจุดประทีปโคมไฟและการเลี้ยงอาหารค่ำอาหารค่ำกำหนดเวลา ๒๐.๓๐ น. ในหอหลวง ข้าราชการฝ่ายฝรั่งที่ดอยเหมยได้รับเชิญมาร่วมงาน และเจ้านายชายหญิงก็มาพร้อมกันในงานนั้น เวลา ๑๘ นาฬิกาเจ้าฟ้าพร้อมด้วยน้องสาวทั้งสามคือ เจ้าบัวสวรรค์ เจ้าจันทร์ฟอง และเจ้าฟองแก้ว มีพวกข้าราชการพื้นเมืองชั้นผู้ใหญ่ติดตามไปยังศาลหลวงและนั่งที่ระเบียงซึ่งหันหน้าสู่สนามที่จัดไว้สำหรับการรำถือชุดไม้สน”

“เวลา ๒๐.๑๕ น. เจ้าฟ้าลุกจากที่นั่งกลับไปยังหอเพื่อรับประทานอาหาร เจ้าฟ้าสรวมเสื้อกางเกงขาว ผ้าโพกศรีษะสีน้ำเงิน ลงจากระเบียงศาลหลวงแล้วเดินเป็นขบวนไปยังบรรไดอิฐซึ่งขึ้นไปสู่สนามหน้าหอหลวง มีแตรวงและแถวข้าราชการนำหน้า ถือเครื่องแห่แหนต่างๆ เจ้าหญิงน้องสาวอยู่หลังเจ้าฟ้าห่างก้าวหนึ่ง เจ้าหญิงบัวสวรรค์สูงร่างระหงเดินเร็วตาคมค้อนเก่ง”

“แตรบรรเลงช้าอย่างกับเพลงแห่ศพ” เจ้าฟ้ากระซิบกับเจ้าบัวสวรรค์ “แต่เราต้องเดินให้เข้าจังหวะ บอกน้องให้เดินถูกจังหวะด้วย”

“เมื่อเจ้าฟ้าพูดนั้นอยู่ห่างจากที่จะถูกยิงเพียงสิบหลาเท่านั้น

สองข้างทางเดินตลอดไปมียามรักษาการถือปืนและต่างก็ทำวันทยาวุธ พวกเหล่านี้ไม่ใช่ทหารประจำการรักษาตัวเจ้าฟ้า แต่เป็นพวกที่เกณฑ์เอามาในงานนี้เพื่ออวดมากกว่าเขายืนวันทยาวุธตัวลีบอยู่กับที่ เพราะได้ฝึกหัดมาใหม่ๆ ในสัปดาห์นั้นเอง เขาจึงรู้สึกว่ามันเป็นของยากเสียเหลือเกิน

“เมื่อเจ้าฟ้าไปถึงเชิงบรรไดอิฐซึ่งสว่างไปด้วยแสงไฟฟ้าจากชุดไม้สนและแสงจันทร์บนฟ้า มีชายคนหนึ่งแต่งตัวชุดดำ ติดเคราดำ แอบอยู่ที่ต้นไม้ข้างลูกกรงบันไดอิฐทางขวาออกมาจากที่ซ่อน ลอดมาระหว่างยามรักษาการสองคนที่กำลังวันทยาวุธแต้อยุ่ แล้วมายืนประจันหน้าเจ้าฟ้า ในมือมีปืนพกสองกระบอก บืนประจันหน้าอยู่ไม่ถึงวินาฑี เขาก็ลั่นปืนทั้งสองกระบอกไปยังเจ้าฟ้า”

“เจ้ากองไทยืนอยู่ได้สักครู่หนึ่ง เอาไม้เท้าที่ถือยันพยุงตัวไว้แล้วก็เซล้มคว่ำลง ร้องบอกว่า “ตามมันไป” ในขณะที่ผู้ร้ายลอดไปในระหว่างตัวเจ้าฟ้า และน้องสาวหนีออกจากกำแพงไปได้ เจ้าหญิงน้องสาวก็พากัน “ตามมันไป จับมัน” แต่พวกยามบ้านนอกเหล่านั้นมัวแต่มั่นอยู่กับท่าวันทยาวุธ ซึ่งเขาทำมาได้ด้วยคามยากลำบาก จนกระทั่งต่อหน้าผู้ร้ายและภัยอันตรายจนถึงเพียงนั้น เขาก็ยังวันทยาวุธแต้อยู่เหมือนกับทหารที่ทำด้วยไม้” (ตามเสียงทางอื่นว่าเสียงประทัดกลบเสียงปืนหมด)

“เมื่อพวกข้าราชการยกตัวเจ้าฟ้าขึ้นจากพื้นนั้นอาการตายปรากฏมาแล้ว หายใจต่อมาได้ไม่กี่ครั้งก็ขาดใจ คนร้ายหนีออกไปทางประตูเล็กด้านหลังโดยไม่มีใครจับได้ แต่ต่อมาไม่ช้าเขาก็ยอมมาให้จับกุมโดยดี ในคำสารภาพ เขากล่าวว่า

“ข้าพเจ้าแต่งเครื่องดำติดเครา ดื่มวิสกี้ขนาดสามนิ้วเติมน้ำนิดหน่อย เข้าไปในหอและนั่งแอบอยู่ข้างต้นไม้ เมื่อขบวนแห่ใกล้เข้ามา ข้าพเจ้าก็ยืนขึ้นดูแล้วก็ผ่านตำรวจเข้าไป ยิงด้วยปืนพกทั้งสองกระบอก เจ้าพรหมลือญาติของข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับให้กระทำการดังนี้

ข้าพเจ้าไม่มีเรื่องอะไรกับเจ้าฟ้า

“……….เจ้าสีหะถูกศาลตัดสินลงโทษฐานฆ่าคนตาย แต่ศาลเห็นว่าเป็นผู้มีอายุน้อย การลงโทษให้ถึงขนาดย่อมไม่เป็นการถูกต้อง จึงตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต ส่วนเจ้าพรหมลือผู้ต้องหาว่าเป็นผู้ยุยงให้กระทำผิดนั้นศาลปล่อยเพราะพยานหลักฐานไม่พอ การปล่อยเจ้าพรหมลือจะต้องทำให้ร้อยเอกโรแบร์ตแปลกใจไม่น้อย เขาบอกข้าพเจ้าว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แต่เชื่อกันโดยทั่วไปในเชียงตุงว่า เจ้าพรหมลือเป็นผู้ยุยงเท่านั้น ยังมีหลายคนที่เชื่อว่าเจ้าพรหมลือเป็นผู้วางแผนการนี้มาแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว เจ้าพรหมลือเป็นเจ้านายที่ใหญ่โตและมีอำนาจมาก เหตุผลสำคัญที่เขาต้องการฆ่าพี่ชายได้กล่าวมาแล้ว……….”

เหตุผลสำคัญที่ว่านั้น คอลลิสเขียนไว้ว่า เจ้าพรหมลือเป็นลูกมหาเทวี เจ้ากองไทเป็นลูกอนุภริยา เจ้าพรหมลือควรได้เป็นทายาท แต่เจ้าฟ้ารักเจ้ากองไทมาก จึงถือเอาอายุซึ่งแก่กว่ากันไม่ถึง ๗ วัน เป็นข้ออ้าง และว่าเจ้าพรหมลือก็ยังถือว่าตนเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าตลอดมา

อีกข้อหนึ่ง คอลลิส เขียนว่า เมื่อเจ้ากองไทขึ้นเป็นเจ้าฟ้าแล้ว ทางรัฐบาลอังกฤษอ้างว่าสันนิบาตชาติกวดขันการขนส่งฝิ่น จึงไม่ยอมให้ฝิ่นในสหรัฐฉานเข้ามาในเขตสยาม และได้เชิญเจ้าฟ้าใหม่ให้ห้ามการส่งฝิ่นในแคว้นเชียงตุง แต่เป็นประเพณีของเจ้านายเชียงตุงมานานแล้วที่จะต้องหารายได้จากการส่งฝิ่นเข้ามาขายในสยาม และในเวลานั้นเจ้าพรหมลือเป็นผู้ที่มีส่วนในการส่งฝิ่นเป็นรายใหญ่ จึงต้องถูกเนรเทศไปจากเชียงตุงเพื่อมิให้มีโอกาสทำได้อีก

คอลลิสเขียนต่อไปว่า “ข้อหาที่เชื่อกันว่าเป็นจริงก็คือ เจ้าพรหมลือผู้ถูกโกงเอาตำแหน่งเจ้าฟ้าไป และรายได้ซ้ำมาถูกตัดเข้าอีกจึงกลายเป็นศัตรูของเจ้าฟ้าอย่างไม่มีทางที่จะคืนดีกันได้……….” [ * แต่ความจริง ชาวเชียงตุงไม่เชื่อว่าเจ้าพรหมลือโกรธเคืองเจ้ากองไท ทั้งสองคงรักใคร่กันดีอยู่ ]

คอลลิสบังเอิญได้ไปดูการพิจารณาคดีนี้ที่ศาลเมืองตองกีครั้งหนึ่ง เขาเล่าว่าฝ่ายโจทย์ได้นำวัตถุพยานหลายอย่างที่อ้างว่าเจ้าพรหมลือทำขึ้นเพื่อฆ่าเจ้าฟ้า เช่นการกระทำทางคาถาอาคมต่างๆ การสั่งให้เจ้าสีหะจำเลยที่ ๑ หาจ้างคนทางเมืองแรงกูนมาฆ่าเจ้าฟ้า และว่าเมื่อเจ้าสีหะไม่สามารถจะหาคนได้ เจ้าพรหมลือก็บังคับให้เจ้าสีหะเป็นผู้ทำเสียเอง แต่พยานหลักฐานเหล่านั้นไม่สามารถทำให้ศาลเชื่อได้ ส่วนคำรับสารภาพของเจ้าสีหะที่ว่าเจ้าพรหมลือจำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับให้ทำนั้น เมื่อไปถึงศาลก็ได้ทราบว่ากลับไม่รับเสียอีก เจ้าพรหมลือจึงได้พ้นข้อหาไป แต่ต้องเสียเงินมากมายในการหาทนายความทางเมืองแรงกูนมาว่าความให้

ที่ฝรั่งเขียนไว้มีความสำคัญดังที่ว่ามานี้ ผู้เขียนเคยถามเจ้าพรหมลือถึงเรื่องนี้เหมือนกัน เจ้าพรหมลือว่าความพิศดารของคดีนี้ยังมีอีกมากมายกว่านี้มากนัก แต่ไม่มีเวลาจะเล่าให้ฟังทั้งหมด จากเสียงของชาวเมืองเชียงตุงก็มีเรื่องแปลกๆน่าฟัง แต่ของดไม่นำเอามากล่าวในที่นี้ เพราะจะไม่เป็นการยุตติธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ส่วนที่ได้นำเอาข้อความที่ฝรั่งเขาเขียนไว้มาเล่านั้น ก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เขียนไว้แล้ว หากจะไม่เป็นการยุติธรรมแก่ฝ่ายใดมันก็เป็นมาแล้ว อีกประการหนึ่ง สำหรับเจ้าพรหมลือผู้ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงตามเรื่องนี้ก็ถูกศาลปล่อยไปแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายก็ย่อมถือว่าไม่ได้กระทำความผิดจริงดังข้อหา การที่คนอื่นจะพากันสันนิษฐานไปอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องของผู้นั้นเอง

คดีฆาตกรรมเจ้าฟ้าเชียงตุงนี้ไม่ใช่เรื่องครึกโครม แต่ในสหรัฐฉานและพม่าเท่านั้น ในเมืองไทยก็รู้กันอยู่ทั่วไป โดยฉะเพาะเมืองเชียงตุงเหตุการณ์อันน่าสยดสยองนี้ทำให้ประชาชนตื่นตกใจเป็นอันมาก และเมื่อรู้ว่าผู้กระทำฆาตกรรมเป็นคนในวงศ์ญาติเดียวกัน และมีข้อหาซัดทอดไปถึงเจ้าเมืองเหล็กผู้เป็น คนสำคัญดังนั้นก็ยิ่งก่อความตื่นเต้นกันใหญ่ รัฐบาลอังกฤษแต่งตั้งให้ร้อยเอกโรแบรต์ ซึ่งเวลานั้นทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับราชการประจำเขตเชียงตุง มาเป็นผู้ทำการแทนเจ้าฟ้าเรียกว่า Administrator คือผู้จัดการปกครอง มีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับเจ้าฟ้าทุกอย่างคล้ายเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และยกเจ้าชายหลวงบุตรชายคนใหญ่ของเจ้ากองไท อายุ ๑๐ ขวบขึ้นเป็นเจ้าฟ้าแทนดังปรากฏในบทก่อนแล้ว

เหตุการณ์ดังที่เป็นมานี้ยังไม่เคยมีในเชียงตุงมาก่อน แม้ทางการอังกฤษจะได้จัดการไปแล้วดังนั้นความวิตกกังวลต่างๆของชาวเมืองก็ยังมีอยู่ แต่ผู้ที่มีมากที่สุดก็คือครอบครัวของเจ้ากองไท มีเจ้าหญิงจ่ายุ้นมหาเทวีและบุตรกับบรรดาน้องชายหญิงร่วมมารดาของผู้วายชนม์ เป็นธรรมดาของผู้อยู่ เมื่อไม่มีทางจะให้ผู้ตายคืนชีพมาได้แล้ว มีอะไรที่คิดว่าจะเป็นที่พอใจของผู้ตายก็พากันขวนขวายทำสิ่งนั้นไปเป็นการตอบแทนความรักความนับถือ ผู้ตายโดยถูกปองร้ายเอาชีวิตก็คงอยากให้ผู้อยู่แก้แค้นแทน ฉะนั้นคนในครอบครัวของเจ้ากองไท ก็คงจะต้องเป็นศัตรูกับเจ้าพรหมลือผู้ซึ่งเข้าใจว่ามีส่วนในการฆาตกรรมนี้

ทางการได้นำคดีขึ้นสู่ศาลและสืบสวนหาพะยานหลักฐานมาประกอบ แต่ในที่สุดศาลปล่อยเจ้าพรหมลือ และลงโทษเจ้าสีหะเพียงจำคุกตลอดชีวิตอันเป็นการผิดคาดอย่างไม่นึกว่าจะผิด
เจ้าหญิงจ่ายุ้นมหาเทวีหม้าย จึงมีความเศร้าสลดใจเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ถึงกับอยู่เชียงตุงไม่ได้ต้องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆ ส่วนมากไปอยู่ตองกี พักอยู่กับท่านข้าหลวงใหญ่อังกฤษพร้อมกับลูกสาว

ส่วนเจ้าพรหมลือเมื่อพ้นจากคดีแล้ว ทางอังกฤษจำกัดเขตให้อยู่ที่ตองกี คงจะอ้างเหตุอันเกี่ยวกับการค้าฝิ่นออกนอกเขตดังกล่าวมาแล้ว ครั้นเกิดสงครามกับญี่ปุ่น อังกฤษได้สั่งให้ย้ายไปอยู่ในประเทศพม่าตอนเหนือจนเมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดพม่าได้ เจ้าพรหมลือจึงได้กลับมาอยู่เชียงตุงอีก ทางการทหารที่ยึดเชียงตุงอยู่ในเวลานั้นได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงตุง และเมื่อสงครามสงบได้เข้ามาอยู่ที่เชียงใหม่ และได้ถึงแก่กรรมลงเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๘ เจ้าสีหะถูกจำคุกอยู่ที่แรงกูน เมื่อญี่ปุ่นเข้าแรงกูนได้ จึงได้หนีออกจากเรือนจำไป ภายหลังได้กลับมาอยู่ในเขตเมืองเชียงตุง และถูกฆ่าตายที่เมืองเลน

หมายเหตุส่งท้าย :
๑. โมริส คอลทิส หรือบางครั้งบ. บุญค้ำเปิ้นเล่าว่า คอลลิส ภาษาอังกฤษคือ Mauris Collis
๒. ร้อยเอกโรแบร์ต หรือบางครั้งก็ว่า โรแบรต์ ภาษาอังกฤษคือ Captain V.G. Robert
๓. ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนสิบสองปันนากับเมืองใกล้เคียงตี้เป็นบ้านปี้เมืองน้องนั้น เปิ้นมีคำกล่าวถึง “สามหอคำ” ซึ่งหมายถึง หอคำแห่งเมืองอาละวี (เจียงฮุ่ง) ๑ เมืองแลม ๑ และเมืองขืน(เจียงตุ๋ง) ๑ คำว่าหอคำนี้หมายถึง หอคำตี้มีกษัตริย์ เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดินปกครอง มีฐานะสูงกว่าและต่างจากเจ้าเมืองสามัญทั่วไป เจ้าก้อนแก้วอินแถลงได้สร้างหอคำใหม่ ในวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๗ ปี จ.ศ. ๑๒๖๘ (พ.ศ.๒๔๔๙) และทำพิธีขึ้นหอคำใหม่ในวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๔ ปีจ.ศ. ๑๒๖๙ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ซึ่งม่านได้เตม้างบ่เหลือแม้แต่ซากไปเมื่อ ๑๐ กว่าปี๋นี้เอง
 

 

เพิ่มความคิดเห็นโดย : หลื่อเจงคำ     IP: 203.170.226.254
2550-03-07 / 03:08:50

 

 

ขอบคุณ ปี้อ้ายหลื่อเจงคำ นักๆเจ้า ตี้เซาะความฮู้มาฮื่อหมู่เฮา ว่าแต่ข้าเจ้าไค่ได้หนังสือ
“เที่ยวเมืองเชียงตุง และแคว้นสาละวิน” โดย บ. บุญค้ำ ไว้ฮอมไว้อ่านพ่อง
พอจะแนะนำได้ก่อเจ้า ว่าจะไปเซาะตางใด

คือข้าเจ้ากำลังโตยฮอยประวัติศาสตร์เจงตุงอยู่น่ะเจ้า โดยเฉพาะใค่ฮู้เฮื่องตี้เกี่ยวกับ
เจ้านาง “ตื๊บสิลา” (Tip Htila) ตี้เป็นพี่สาวของเจ้าหลวงก้อนแก้วฯ น่ะเจ้า
ฮู้แต่เพียงว่า เจ้านางเปิ้นเป็นคนเก่ง กล้า และทันสมัยขนาด
เมื่อครั้งตี้ เจ้าฟ้าเถ้า ขึ้นครองเมืองแต่ละอ่อน ก็ได้เจ้านางติ้บ คอยจ้วยผ่อแลงานราชการฮื่อ

ฮู้มาว่าเปิ้นเคยแต่งงานไปเป็นมหาเทวีเมืองเจงคำ แต่บ่าเมินก็หย่า ปิ๊กมาอยู่เจงตุง
บะเดียวนี้ข้าเจ้ามีหนังสืออยู่บ้าง คือ

– Lord of the Sunset
– White Umbrella
– My Vanished World
– The Shan Culture Art and Crafts
– คนไทในพม่า
ฯลฯ

แต่ส่วนมากจะบ่าค่อยได้อู้ถึง เจ้านางสักเต้าใด ก่อพอเข้าใจ๋ว่าเจ้านางเปิ้นอาจจะบ่าค่อย
น่าสนใจสำหรับนักเขียนสักเต้าใด หรือหากน่าสนใจก่ออาจจะบ่ามีไผฮู้เฮื่องของเปิ้นนัก
ข้าเจ้าก็เลยใช้วิธีเซาะไปในหนังสือหลายๆเล่มมาประกอบกั๋น ถ้าไผพอฮู้เฮื่องของเปิ้นแหม
ก่อจ้วยบอยโตยนะเจ้า

(ในฮูบคือ เจ้านางติ้บสิลา แต่งองค์เป็นป้อจาย เตรียมขี่ม้าไปกับลูกน้องเพื่อคุมกองคาราวานช้าง) 

 

เพิ่มความคิดเห็นโดย : ฝางแก้ว     IP: 125.25.150.68
2550-03-07 / 09:31:20

 

 


เจ้าก้อนแก้วอินแถลง “เจ้าฟ้าเถ้า”

โพสต์ภาพเดียวก่อนนะครับ
ดูผลการลบโฆษณากระทู้ก่อน ว่ากระทู้นี้จะพลอยโดนลบไปด้วยหรือไม่ เพราะไปอยู่ท่ามกลางกระทู้โฆษณาพอดี 

 

เพิ่มความคิดเห็นโดย : เคอไต     IP: 58.9.126.20
2550-03-08 / 06:27:00

 

 

สำหรับเรื่องของเจ้าหญิงทิพธิดานี้ ในหนังสือ “เที่ยวเมืองเชียงตุง และแคว้นสาละวิน” ก็มีอู้ถึงพ่องแต่บ่นัก มีอยู่ในตอนอังกฤษเข้าเมือง ผมขอเอามาเล่าหื้อฟังกั๋นม่วนๆดังนี้ครับ คือว่าหลังจากอังกฤษได้เมืองม่านแล้ว ก็เนรเทศพระเจ้าสีป้อกษัตริย์ม่านไปอินเดีย ต่อจากนั้นอังกฤษเริ่มเข้าไปจัดการรัฐไตโดยถือว่าเป็นของม่านมาก่อน แต่ก่อนตี้อังกฤษจะเข้ามายึดเมืองม่านนั้น หมู่เจ้าฟ้าเมืองไตก็ได้ต่อสู้กับม่านอยู่ก่อนแล้ว เริ่มฮบกั๋นตี้เมืองนายก่อน ม่านระดมพลเข้ามา ปรากฏว่าเจ้าฟ้าเมืองนาย เมืองหนอง และเมืองลอกจอกสู้บ่ได้ เลยหนีมาเจียงตุ๋ง ดึงเอาเมืองเจียงตุ๋งเข้าไปจ้วยฮบตวย แล้วก็ได้ไปเจิญเจ้าชายลิมปินมาเป๋นแม่ทัพ

เจ้าชายลิมปินเป๋นใผ? เปิ้นว่าเป็นโอรสองค์นึ่งของพระเจ้ามินดง ตี้เกิดจากแม่ซึ่งเป๋นนางรำในวัง ตอนตี้พระนางอเลนันดอมเหสีรองของพระเจ้ามินดง (แม่ของพระนางศุภยลัตเมียพระเจ้าสีป้อนั่นแหละ) พยายามแผ่อำนาจเหนือพระนางนันมะดอ พระอัครมเหสี พระนางอเลนันดอได้กวาดล้างประหารเจ้าตังหลายทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงกว่า ๗๐ องค์ตี้เป๋นคู่แข่งจนเกือบหมดวัง (รายละเอียดหาอ่านได้ในหนังสือ “ราชบัลลังก์พม่า” ของ เสฐียร พันธรังษี ของผมเป็นฉบับตี้พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๘ ราคา ๒๗ บาท กับ “พม่าเสียเมือง” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ของผมเป๋นฉบับพิมพ์ครั้งตี้ ๓ พ.ศ. ๒๕๒๙ ราคา ๖๐ บาท จะได้รายละเอียดของการสังหารหมู่เจ้านายตังหลาย อ่านแล้วขนลุกเลยครับ ตี้ผมบอกราคาไว้จะหันว่าหนังสือนั้นน่าเก็บสะสม ยิ่งเวลาผ่านไปราคามันจะแปงขึ้น ซันเตื้อก็เซาะบ่ได้ตวยครับ)

ปิ๊กมาตี้เจ้าลิมปิน ย้อนว่าเป๋นลูกนางรำ (เหมือนกับ ซอดองโยเลยน้อ ๕๕๕๕๕) บ่ไจ้เจ้าองค์สำคัญก็เลยรอดชีวิตมาได้ แล้วก็ลักหนีลงเฮือไปย่างกุ้ง อังกฤษหันว่าเป๋นเจ้าก็เลยต้อนฮับหื้อยู่ตี้เฮือนรับรองของรัฐบาล แล้วก็เลยไปได้เมียอยู่ตี้หั้น การตี้อังกฤษต้อนฮับ เจ้าลิมปินกึ๊ดเข้าข้างตั๋วเก่าว่ารัฐบาลอังกฤษสนับสนุน ดังนั้นเมื่อเจ้าฟ้าเมืองไตตังสามเจิญไปเป๋นแม่ทัพก็ตกลงทันที แต่เจ้าหน้าที่อังกฤษฮู้เข้าก็ไปเกลี้ยกล่อมหื้อตกลงฮับเบี้ยเลี้ยงชีพจากรัฐบาลอังกฤษเดือนละ ๖๐๐ รูปี โดยมีเงื่อนไขบังคับว่า เจ้าลิมปินจะต้องออกไปอยู่นอกเมืองม่านจนตลอดชีวิต และสละสิทธิทุกอย่างตี้เข้าใจ๋ว่าต๋นมีอยู่ และจะต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยาว่าจะจงรักภักดีต่อพระราชินีแห่งประเทศอังกฤษ แล้วอังกฤษก็ส่งตัวไปอยู่ตี้เมืองกัลกัตตา แล้วก็ไปต๋ายตี้หั้นแล

เมื่อจัดก๋ารเจ้าลิมปินแล้ว อังกฤษก็ย้อนมาจัดก๋ารเจ้าฟ้าแคว้นต่างๆเหมือนกับตี้ม่านเกยเยียะมาก่อนแล้ว คือหื้อเป๋นเจ้าฟ้าต่อไป แต่ต้องเซ็นสัญญาตี้ฮ้องว่า ซานัด (Sanad) (อันนี้สำเนียงม่าน ต้องขอรบก๋วนอ้ายปี้เคอไตจ้วยคอนเฟิร์มจิ่ม) ว่าจะต้องขึ้นอยู่ในปกครองของอังกฤษ และยอมหื้ออังกฤษมีสิทธิและอำนาจตามข้อตี้บ่งไว้ในสัญญา

เจียงตุ๋งนั้นเป๋นแคว้นเดียวตี้อยู่ฟากตะวันออกของน้ำคง เป๋นเมืองใหญ่และสำคัญมาก หลังจากตี้จัดก๋ารเจ้าฟ้าเมืองอื่นๆแล้ว อังกฤษก็เริ่มมาจัดก๋ารเจียงตุ๋งในปีพ.ศ. ๒๔๓๔ เจียงตุ๋งนั้นอยู่ไกล๋ กำแรกอังกฤษก็บ่ค่อยอยากมาเต้าใดนัก จึงได้แป๋งหนังสือถึงเจ้าฟ้าเจียงตุ๋งซึ่งในตอนนั้นคือ เจ้าฟ้าก๋องคำฟูหรือเจ้าเสือ บอกว่าขณะนี้อังกฤษได้เมืองม่านไว้ในอำนาจแล้ว อำนาจและผลประโยชน์อันใดตี้เป๋นของม่าน ก็ย่อมตกเป๋นของอังกฤษตวย ดังนั้นขอเจิญเจ้าฟ้าหรือผู้แทนไปตกลงกั๋น อังกฤษบ่ต้องก๋ารเครื่องบรรณาการเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่ไฅ่หื้อเจ้าฟ้าเฮ่งประกาศฮับฮู้อำนาจความเป็นใหญ่ของอังกฤษในดินแดนนี้ เจ้าฟ้าก็บ่ได้ไปเอง แต่มีหนังสือแจ้งไปว่า แต่ก่อนร่อนชะไรมาเจียงตุ๋งเกยส่งส่วยหื้อม่านก็ไปตึ๊กตี้เมืองนายตะอั้น แต่ถ้าจะหื้อไปไกล๋ถึงป้อมเสต็ดแมน ( Fort Stedman อยู่ห่างจากเมืองหยองห้วย ๒ ไมล์ แถบทะเลสาบอินเลนั่นแหละครับ) นั้นมันไกล๋ล้ำ หนตางลำบาก จะไปสองสามคนก็บ่ได้ และเข้าใจ๋ว่าผู้กำกับราชการ (Superintendent) คงจะบ่เดินทางโดยบ่มีคนคุ้มกั๋น ถ้าจะมาก็ขอหื้อสิ้นหน้าฝนก่อนเน้อ แล้วจ้วยบอกกำหนดการและจำนวนคนตี้จะติดต๋ามตวยมาจิ่ม

หนังสือตี้เจ้าฟ้าแป๋งไปแม้จะบ่ตรงกับวัตถุประสงค์ของอังกฤษ แต่มันก็มีนัยสำคัญเป๋นตี้เข้าใจ๋ว่าได้รับรองอำนาจความเป๋นใหญ่ของอังกฤษในแคว้นเจียงตุ๋งไปแล้วโดยปริยาย สมัยนั้นเจ้าฟ้าก๋องคำฟู อายุได้ ๑๗ ปี การตัดสินใจ๋ต้องอาศัยท้าวพญาผู้ใหญ่เป๋นคนกึ๊ดอ่านแตน ว่ากั๋นว่าเจ้าฟ้าเมืองนายซึ่งเจ้าฟ้าก๋องคำฟูนับถือเสมือนลุง ได้แนะนำว่าหื้อยอมอังกฤษไปเหียเต๊อะ เพราะจะใดก็ตึงสู้เปิ้นบ่ได้

หมดหน้าฝนแล้ว อังกฤษก็มีหนังสือแจ้งมาเจียงตุ๋ง แล้วเซอร์ ยอร์ช สก๊อต กับคณะก็ยกมาเจียงตุ๋งโดยจ้างม้าต่างของหมู่จีนฮ่อมาส่ง เจ้าฟ้าก็จัดเตรียมตี้พักติดกับกำแพงเมืองบ่ไกล๋จากหอเจ้าฟ้า พอกางเต๊นท์เสร็จ เจ้าฟ้าก็โจ๊ะโละโผล่ไปโดยบ่บอกบ่กล่าวล่วงหน้า ขบวนคนติดต๋ามไปก็นัก แหมยังสะปายดาบกำปื๋นไปตวย ฝ่ายคณะของอังกฤษก็หาว่าเจ้าฟ้าไร้การศึกษา บ่ฮู้ขนบธรรมเนียม หมู่คนตวยขบวนก็ยังเบียดกั๋นเข้าไปไปปิดตางเข้าเต๊นท์เกือบหมด จนหมู่ทหารซิกข์ตี้ตวยคณะอังกฤษมาต้องมากันคนตวยขบวนออกไป เจ้าฟ้าก็เต๋มที บ่ยอมนั่งเก้าอี้ตี้เปิ้นเอามาต้อนฮับ แต่จะนั่งบัลลังก์ปิดทองสำหรับเจ้าฟ้าเต้าอั้นตี้หามตวยมา

การเจรจาฟู่อู้กั๋นไจ้กำม่าน เจ้าฟ้าบ่ฮู้กำม่าน ต้องไจ้ล่าม เหตุการณ์ก็ดำเนินไปด้วยความอึดอัด เล่ากั๋นว่าเจ้าฟ้าได้ก้าก๋ำกระดาษกับสมุดบนโต๊ะเล่นไปมา แล้วก็ซว้ายต๋าไปหันใส่กอกยาเส้นวางอยู่บนโต๊ะ เลยเอามาลองก้าบดู เจ้าของเปิ้นก็รมณ์เสียเอา

เมื่อสก๊อตบอกว่าจะไปเยี่ยมตอบ สักกำเจ้าฟ้าก็ลุกออกไปโดยบ่ล่ำบ่ลาต๋ามแบบแผน ปอเจ้าฟ้าออกไปบ่ตันเต้าใด เจ้านางและหมู่นางในตี้แต่งหย้ององค์ด้วยเครื่องทรงอันงามหง้าอลังการก็ปากั๋นเข้าไป หนึ่งในนั้นเป๋นปี้สาวของเจ้าฟ้าเอง นายทหารอังกฤษ ๒ นายก็ออกมาต้อนฮับ สก๊อตเอาดอกไม้มาหื้อสาวๆปักผม สำหรับปี้สาวเจ้าฟ้าก็เอาดอกใหญ่ดอกหลวงหน้อยนึ่งมาปักผมหื้อ แล้วบอกว่าจะขอปักด้วยต๋นเอง เจ้านางก็บอกว่าขอแว่นมาแยงผ่อจิ่ม สก๊อตก็ขอโทษตี้ต้องเอามือไปจับผม เจ้านางก็บอกว่าบ่เป๋นหยัง จะจับสักกี่เตื้อก็ได้ ถ้าตั้งใจ๋มอกว่าจะปักก้าดอกไม้เต้าอั้น ปอแยงแว่นแล้ว เจ้านางก็เอาแว่นส่งหื้อสาวไจ้เอาปิ๊กบ้านไปเหีย แล้วก็บอกลาปากั๋นปิ๊กหอไป
ลองเดาก็คงได้น้อ เจ้านางต๋นนั้นก็คือ เจ้าหญิงทิพธิดา ตี้เปิ้นว่ากั๋นว่า เป๋นคนมีจื้อเสียงเก่งกล้าขนาด เกยตวยกองทัพเจียงตุ๋งไปถึงเมืองเจียงฮุ่ง สิบสองปันนาปุ้น (เจ้านางนั้น ถ้าเป๋นบ่เด่วก็คงจะ “ส้มจิดหริด” เต๋มที) เจ้านางต๋นนี้เกยปกครองบังคับบัญชาคนมานักแล้ว เกยว่าก๋ารแตนเจ้าฟ้ามาก็หลายเตื้อ เมื่อเจ้าก้อนแก้วอินแถลงผู้เป๋นน้องจายอายุได้ ๑๔ ปี๋ เจ้านางอายุได้ ๑๖ ปี๋ เจ้าฟ้าว่างลง เจ้านางก็ว่าก๋ารแตนเถิง ๒ ปี แหมเตื้อนึ่งเมื่อเจ้านางแต่งงานกับเจ้าฟ้าเจียงคำ ได้ลูกจายมาคนนึ่ง เจ้านางก็ปิ๊กมาอยู่เจียงตุ๋ง ครั้นลูกจายอายุได้ ๑๑ ปี๋ เจ้าฟ้าเจียงคำต๋าย เจ้านางก็ว่าก๋ารแตนลูกจายจ๋นปออายุได้ ๒๒ ปี๋ แล้วก้อยคืนอำนาจหื้อลูกจาย

เมื่อสก๊อตมาเจียงตุ๋ง เจ้านางชอบไปแอ่วหาแล้วไปกิ๋นข้าวแลงกับสก๊อตเป๋นประจ๋ำ จนปี้จายของเจ้านางบ่ปอใจ๋ ตั้งใจ๋จะไปฆ่าสก๊อต ตอนกลางคืนก็เอาคนไปล้อมเต๊นท์ตี้พัก เจ้านางกลัวว่าจะเกิดเหตุใหญ่ จึงเข้าไปปลุกสก๊อต แล้วปาหนีออกไปตางตี้บ่มีคนอยู่ สก๊อตจึงรอดชีวิตมาได้
เจ้าหญิงทิพธิดามีชีวิตอยู่มาจนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ตอนสุดท้ายก็ตุ๊กข์ยากจ๋นลงย้อนว่าเป๋นคนขี้เล่น ซอบเล่นก๋ารพนัน แต่ก่อนเกยร่ำเกยรวยและมีจื้อเสียงโด่งดังมาก เจ้านางเปิ้นเกยเล่าว่า เกยไปเฝ้าพระนางแมรี่ พระราชินีของพระเจ้ายอร์ชตี้ ๕ เมื่อครั้งตี้เสด็จประพาสเมืองแขกอินเดีย ระหว่างตางตี้เดินไป เครื่องเพชรของเจ้านางหาย (บ่ฮู้ว่าเอาไปเสียไพ่ก่อ ๕๕๕๕๕) เวลาเข้าเฝ้าพร้อมกับหมู่รานีเจ้าแขกตังหลาย ซึ่งเปิ้นหย้องแต่งเครื่องเพชรกันวูบวาบ เจ้านางบ่มีแม้แต่สายคอสักเส้น หรือแหวนสักวง พระราชินีเปิ้นเสด็จเข้ามาหา และรับสั่งว่าพระองค์ได้ฮู้เรื่องเครื่องเพชรหายในระหว่างตางตี้เดินมาแล้ว เจ้านางเปิ้นก็ทูลว่าถึงแม้เครื่องเพชรจะหายไปก็บ่เสียดายบ่เป๋นหยัง เพราะได้เข้าเฝ้าพระราชินีสมดั่งประสงค์แล้ว แล้วพระนางแมรี่ก็เลยถอดพระธำมรงค์ออกมาสวมหื้อเจ้านางวงนึ่ง (เหน็ดขนาดใดน้อ ผ่อเปิ้นโละ) นี่เป๋นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องราวของเจ้าหญิงทิพธิดาตี้ถามมา ผมก็ค้นมาหื้ออ่านได้ตะอี้หละครับ หวังว่าคงจปอจะแก้ง่อมได้เนาะ

มีฮูปของเจ้านาง ๒-๓ ฮูป

ฮูปตี้หนึ่ง เปิ้นบรรยายว่า “เจ้าหญิงทิพย์ธิดา เจ้าหญิงสังคมสมัยอังกฤษครองเมืองเชียงตุง ผู้มีส่วนระงับเหตุการณ์อันจะเป็นภัยร้ายแรงแก่เชียงตุง เป็นชายาเจ้าฟ้าเชียงคำ” – เจ้านางเปิ้นแต่งองค์ทรงเครื่องไตขืน นุ่งซิ่นไหมลายขวาง ตี๋นซิ่นสีเข้ม คาดสายฮั้งเส้นใหญ่ นุ่งเสื้อป้ายและโพกหัวผ้าสีอ่อน เป๋นฮูปขาวดำครับ จำได้ว่าเกยมีลงโพสท์แล้ว

ฮูปตี้สอง เปิ้นบรรยายว่า “เจ้าหญิงทิพย์ธิดากำลังเล่นไพ่ในหอหลวงเมืองนาย” กำลังจั่วอยู่เลยหละ

ฮูปตี้สาม เปิ้นบรรยายว่า “เจ้าหญิงทิพย์ธิดาในวัยชรา แต่ฝรั่งยังให้เกียรติเสมอ” ผ่อแล้วก็อู้ได้กำเดียวสั้นๆครับ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา

ขอโทษตี้ผมมันคนเถ้า เต้าบ่าเด่วก็ยังบ่จ้างโพสท์ฮูปเตื้อ แล้วก็เถ้าเกิ๋นจะเฮียนฮู้เรื่องเทคนิคแล้วครับ เอาแต่ Text ไปก่อนเนาะ

เรื่องหนังสือ “เที่ยวเมืองเชียงตุง และแคว้นสาละวิน” นั้น ผมก็บ่าฮู้เหมือนกั๋นว่าจะเซาะหาได้ตี้ไหน คงอาจจะต้องเซาะต๋ามฮ้านหนังสือเก่าๆ หรือต๋ามสวนจตุจักร แต่ว่าในห้องสมุดมช. ก็น่าจะมีนะครับ
 

 

เพิ่มความคิดเห็นโดย : หลื่อเจงคำ     IP: 203.113.51.202
2550-03-08 / 03:51:27

 

 

หอหลวงเชียงตุง ที่สร้างในสมัยเจ้าก้อนแก้วอินแถลง
ถูกพม่าทุบทำลายเมื่อ 15 ปีก่อน แล้วสร้างเป็นโรงแรม นิวเชียงตุง
 

 

เพิ่มความคิดเห็นโดย : เคอไต     IP: 58.9.128.191
2550-03-09 / 06:37:28

 

 


เจ้ากองไต ขึ้นเป็นเจ้าฟ้า ไม่ถึงปี ก็ถูกลอบสังหาร
 

 

เพิ่มความคิดเห็นโดย : เคอไต     IP: 58.9.128.191
2550-03-09 / 06:39:52

 


Advertisements

« เชียงตุง


ยืนดีรับฟังทุกคอมเห็นนะคะ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: