Wellcome to Gonggoicity กองก๋อยซิตี้

กองก๋อยซิตี้ของคนรักบ้านเกิด

เหตุการณ์ปัจจุบันในรัฐฉาน

1. ประชาชนในตัวเมือง

แต่ละเมืองจะมีกองทหารพม่าประจำอยู่ทางเข้าและทางออก สำหรับด้านที่ไม่มีกองทหารตั้งทัพอยู่ก็จะเกณฑ์ให้ชาวบ้านสร้างรั้วล้อมรอบเขตชานเมืองทุกด้าน ทางเข้าและทางออกจะมีด่านตรวจ และมีการเปิด-ปิดเป็นเวลา ด้านที่ไม่มีทหารอยู่ ประชาชนต้องทำด่านไว้ แล้วก็สับเปลี่ยนกันวันละบ้านไปเฝ้าเป็นยามตลอด 24 ชั่วโมง หากมีอะไรผิดสังเกตต้องรายงานให้ทราบทันที หากมีญาติมาพักแรมตามบ้าน หรือมีแขกมาพักตามโรงแรมต้องรายงานเจ้าหน้าที่ทหารให้ละเอียด แต่ละเมือง (จังหวัด) จะมีการเปิดบ่อนการพนัน และหวยอย่างเสรีทั้งกลางวันและกลางคืน โดยต้องส่งบำเหน็จให้ทหาร

ระบบเก็บภาษีมีสองแบบ แบบหนึ่งต้องเสียเป็นรายปี แบบที่สองเป็นแบบที่ไม่มีข้อกำหนด โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าหน้าที่ แต่ประชาชนต้องเสียทั้งสองรูปแบบ เจ้าหน้าที่จะทำหนังสือถึงผู้ใหญ่บ้านเองว่า ต้องการอะไร จำนวนเท่าใด และต้องส่งให้ถึงมือเจ้าหน้าที่เมื่อใด สิ่งที่ถูกสั่งให้จัดให้มีหลายรูปแบบ เช่น เงิน รถ เกวียน กำลังคนทำงาน มีทั้งงานลูกหาบ และงานอื่น ๆ (ทหารพม่าทำไร่ ทำนาเอง โดยบังคับให้ชาวบ้านทำให้) การขุดหลุมเพาะ การเก็บเกี่ยวพืชผล พืชธัญญาหารอื่น ๆ ไม้สัก ไม้ไผ่ ไม้ฝา ไม้พื้น ไม้รั้ว ฟืน น้ำ ม้า วัว ควาย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่มีการกำหนดเป็นระยะเวลาที่แน่นอนที่จะต้องส่งให้ แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าหน้าที่ทั้งจำนวนรายการ และวันเวลาที่ต้องจัดส่งให้

 

การศึกษาของชาวเมือง
ประชาชนในเมืองก็ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน และค้าขาย เด็กส่วนหนึ่งในตัวเมืองมีโอกาสได้โรงเรียน แต่สอนเป็นภาษาพม่า เมืองขนาดเล็กสอนอนุบาล-ป.6 สำหรับเมืองใหญ่ อนุบาล-ม.4 (ม.4 พม่าเทียบกับ ม.6 ไทย) นักเรียนส่วนใหญ่นอกจากได้เรียนในเมืองของตนเองแล้ว ส่วนใหญ่ที่ผ่านชั้นที่สุงสุดในเมืองของตนแล้วพ่อแม่ไม่สามารถที่จะส่งไปเรียนต่อในเมืองใหญ่ อีกประการหนึ่ง ผู้ที่เรียนจบการศึกษาระดับ ม.4 (เทียบเท่า ม.6) แล้วก็ไม่มีงานอะไรรองรับ นอกจากกลับมาประกอบอาชีพเดิมของครอบครัว สำหรับผู้ที่สามารถเรียนจนจบระดับปริญญา ซึ่งน้อยมาก ก็สมัครเป็นครู แต่เงินเดือนและสวัสดิการไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ
บางครอบครัวก็ส่งลูกชายเข้าบวชเรียนในพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เด็กได้รับการศึกษา เพราะการบวชเป็นสามเณรถึงแม้ว่าจะต้องเสียค่าเรียน และเงินอุดหนุนวัดตาม แต่ก็มีความประหยัดมากกว่าในการส่งเรียนทางโลก

 

2. ประชาชนในชนบท

ระบบการปกครองของชาวบ้านชนบท จะประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้าน รองผู้ใหญ่ เลขาฯ นายทะเบียน และลูกบ้าน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดูแลในหมู่บ้านทั้งในด้านการตัดสินคดี การต้องติดกับเจ้าหน้าที่ทหารพม่า และการจัดเก็บสิ่งของเงินทอง แรงงาน หรือลูกหาบ ฯลฯ ที่ถูกขอมาจากทหาร การดูแลทหารของชาวชนบทมีความยุ่งยาก ซับซ้อน หนัก และต้องทำมากกว่าคนในตัวเมืองมาก ในแต่ละหมู่บ้านจะมีการจัดเวรกันเป็นยามตลอด 24 ชั่วโมง วันละ 2 ครอบครัว เป็นคนคอยส่งข่าวความเคลื่อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเมือง หมู่บ้านตนเอง และหมู่ใกล้เคียง หากมีความเคลื่อนไหวสิ่งใดเกิดขึ้น เช่น มีการเคลื่อนกำลังทหารพม่า หรือฝ่ายต่อต้าน หรือมีเหตุการณ์ใด ต้องแจ้งให้คนในหมู่บ้าน เดินทางส่งข่าวให้หมู่บ้านใกล้เคียงให้ทราบในทันที ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน หรือกลางวัน หมู่บ้านอื่นก็เช่นเดียวกัน เมื่อทราบข่าวแล้วต้องแจ้งคนในหมู่บ้านตนเองทราบ แล้วไปแจ้งต่อที่หมู่บ้านใกล้เคียงต่อไปเรื่อย ๆ คือ มีการแจ้งต่อกันเป็นทอด ๆ หากมีทหารพม่าเข้าหมู่บ้าน ผู้ใหญ่จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่หนักที่สุด เพราะต้องถูกสอบสวนในเรื่องเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้าน หากพูดไม่ดีก็จะถูกทุบตี ทรมาน หรือฆ่า ดังนั้น ใคร ๆ จึงไม่อยากเป็นผู้ใหญ่บ้าน
ชนบทเป็นถิ่นที่ทหารพม่าควบคุมไม่ถึง แต่จะมีการราดตระเวนเป็นครั้งคราว ในถิ่นชนบทที่ห่างไกลตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตรขึ้นไป ถูกกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่สีแดง
โดยปกติเมื่อทหารพม่าเคลื่อนไหว และออกลาดตระเวนมาในหมู่บ้าน หรือหมู่บ้านใช้เคียงในชนบท ชาวบ้านจะต้องเตรียมการเพื่อเผ่นหนี หากมีเงินมีทอง หรือมีเสื้อผ้าใหม่ ๆ ก็ต้องนำไปซุกซ่อน หรือฝังดินไว้ เพราะเมื่อทหารมาถึง และมาพักในบ้าน สิ่งของเหล่านั้นจะถูกยึดไปโดยอัตโนมัติเป็นประจำและเป็นปรกติ พืชธัญญาหาร หมู่ เห็ด เป็ด ไก่ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการ ทหารก็จะเด็ด หรือไล่จับเอาตามต้องการ โดยไม่สามารถพูดต้านทานได้ หากเจอผู้ชายก็จะถูกจับให้ไปเป็นลูกหาบ หรือก็ถูกใส่ความว่าเป็นทหารฝ่ายต่อต้านแล้วก็ถูกฆ่าตาย และทุกครั้งที่เข้าไปในหมู่บ้านต้องถูกถามว่าพบเห็นฝ่ายต่อต้านหรือไม่ จะตอบว่าพบเห็นก็ไม่ได้ ตอบว่าไม่พบเห็นก็ไม่ได้ เพราะถ้าบอกว่า เห็น ก็จะให้เป็นคนนำทางไปหาให้เจอ ถ้าไม่เจอ (ใครจะอยู่ให้เจอ) ก็จะหาว่าโกหก แล้วจะถูกทุบตี ทรมาน ถ้าบอกว่าไม่พบเห็น ก็หาว่าโกหก แล้วก็จะโดนทำร้ายทรมานต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวของกองกำลังทหาร จึงเป็นภาพที่น่ากลัว ขนลุกของชาวชนบทมาก ดังนั้น เมื่อทราบข่าวว่า มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหาร โดยมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านตนเอง หรือหมู่บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านจึงจัดเก็บซ่อนสิ่งของของตน ผู้ชายก็จะหนีออกจากหมู่บ้านไปซุกซ่อนที่คิดว่าปลอดภัย ในหมู่บ้านจึงคงเหลือแต่เด็ก ผู้หญิง และคนชรา เฉพาะผู้ชายจึงมีสิ่งที่ต้องจัดเตรียมไว้อยู่เสมอ ก็คือ กระเป๋า หรือย่าม ข้างในจะมีข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องครัวครบ และหม้อขนาดเล็กให้พอกินประมาณ 3-4 วัน เพราะบางครั้งทหารจะอยู่ในหมู่บ้านนานกว่าปกติ เมื่อใดก็ตาม ถ้าได้ยินเสียงหมาเห่า นั้นคือ สัญญาณสำคัญที่ต้องหอบหิ้วของวิ่งหนี สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านชนบทเป็นปรกติ จนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหตุการณ์ที่ในหมู่บ้านคงเหลือแต่เด็ก ผู้หญิง และคนชราในขณะที่ผู้ชายต้องหลบตัวนี้ ก็เป็นจุดสำคัญอย่างหนึ่งที่ให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเราเด็กและผู้หญิง อีกประการหนึ่ง ด้วยเหตุที่ผู้ชายไม่สามารถที่จะสู้หน้ากับทหารพม่าได้นี้เอง ผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านชนบทบางหมู่บ้านจึงนิยมให้ผู้หญิงเป็น และจะไม่ถูกทุบตีเมื่อเทียบเท่ากับผู้ชาย หรือไม่ก็ให้คนที่ค่อนข้างซื่อปื้อเป็น
การเก็บภาษี หรือส่วยนั้น มีอยู่เป็นประจำ ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา แต่ขึ้นอยู่เจ้าหน้าทหารเป็นหลักว่า ต้องการอะไร จำนวนเท่าใด และต้องส่งให้ถึงมือเจ้าหน้าที่เมื่อใด สิ่งที่ถูกสั่งให้จัดให้มีหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับคนในตัวเมือง แต่จำนวนความถี่จะมีมากว่า เช่น เงิน รถ เกวียน กำลังคนทำงาน มีทั้งงานลูกหาบ และงานอื่น ๆ (ทหารพม่าทำไร่ ทำนาเอง โดยบังคับให้ชาวบ้านทำให้) การขุดหลุมเพาะ การเก็บเกี่ยวพืชผล พืชธัญญาหารอื่น ๆ ไม้สัก ไม้ไผ่ ไม้ฝา ไม้พื้น ไม้รั้ว ฟืน น้ำ ม้า วัว ควาย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่มีการกำหนดเป็นระยะเวลาที่แน่นอนที่จะต้องส่งให้ แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าหน้าที่ทั้งจำนวนรายการ และวันเวลาที่ต้องจัดส่งให้ สิ่งใดที่ขอมาจากเบื้องบน หากไม่มีก็ต้องเก็บเป็นเงินแล้วก็ซื้อให้

การศึกษาของชาวชนบท
          เรื่องการศึกษาของชาวชนบทนั้น ขึ้นอยู่กับพระสงฆ์เป็นหลัก เมื่อพระสงฆ์ในวัดมีการศึกษา (ทางศาสนา) หน่อย ชาวบ้านก็จะส่งลูกชายเข้าเรียน โดยเป็นเด็กวัดบ้าง บวชเป็นสามเณรบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่จะบวชเป็นสามเณร เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย บางรูปก็จะถูกส่งให้ไปศึกษาต่อในตัวเมืองในรัฐฉานเอง หรือส่งไปศึกษาวัดไทยใหญ่ที่ย่างกุ้งต่อ พระอาจารย์บางรูปก็นำเข้ามาศึกษาต่อตามชายแดนไทย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับจำนวนเด็กทั้งหมดแล้ว เด็กที่ได้ไปศึกษาต่อในที่อื่นมีจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เรียนหนังสือ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ไม่มีโอกาสใดเลยที่จะได้รับการศึกษาในทุกรูปแบบ มีเพียงเป็นบางปีที่พระสงฆ์จากในตัวเมืองจัดทำโครงการอบรมศีลธรรมจริยธรรมและสอนภาษาไทยใหญ่ให้ในภาคฤดูร้อนหนึ่งเดือน ซึ่งก็ไม่ได้จัดทำในทุกพื้นที่ หรือทุกหมู่บ้าน เห็นจะมีเพียงเท่านี้กระมังที่เด็กในชนบทสามารถได้สัมผัสการเรียนหนังสือ

 

3. กองกำลังในรัฐฉาน

ในรัฐฉานจัดว่าเป็นถิ่นที่มีความยุ่งยากที่สุดก็ว่าได้ เพราะในแต่ละพื้นที่จะมีกองกำลังทหารต่าง ๆ มากมาย ทั้งทหารพม่า กองกำลังไทยใหญ่กู้ชาติ ทหารไทยใหญ่กลุ่มที่ทำการสงบศึก ทหารชนกลุ่มน้อยที่พม่าให้การอุดหนุน มีทั้งทหารปะโอ ทหารว้า ทหารมูเซอ ทหารโกก้าง

ในรัฐฉานภาคเหนือ มีกองกำลังสามประเภท คือ

1. กองกำลังทหารพม่า (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ ในตัวเมือง)

2. กองกำลังไทยใหญ่กลุ่มที่ทำสัญญาสงบศึก กลุ่มนี้มีสองกลุ่ม (มีกำลังเคลื่อนไหวอยู่ทั้งในป่า และตัวเมือง)

3. กองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการอุดหนุนให้เคลื่อนไหวจากพม่า (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณดอยหม่อ)

4. กองกำลังกลุ่มขุนส่าเก่า (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณดอยหม่อ เมืองหล้าเสี้ยว)

5. กองกำลังคะฉิ่น (เคลื่อนอยู่บริเวณ ชายแดนรัฐฉาน-คะฉิ่น และเมืองหมู่เจ้ น้ำคำ)

กองกำลังทั้งห้ากลุ่มนี้สามารถเคลื่อนไหวกองกำลังได้ค่อนข้างอิสระทั้งในตัวเมืองและชนบท

ประเภทที่หก หมายถึง กองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ ที่ไม่ทำสัญญาหยุดยิงกับพม่า(เคลื่อนไหวอยู่ในป่า)

ในรัฐฉานภาคใต้  กองกำลังที่เคลื่อนไหวอยู่ในแถบนี้ประกอบด้วยกองกำลังต่าง ๆ ดังนี้

1.      กองกำลังพม่า (เคลื่อนไหวอยู่ในตัวเมืองทุกเมือง บริเวณไหล่ทางหลวง หมู่บ้านที่ล่อแหลม และตามจุดยุทธศาสตร์ตามชายแดนไทย)

2.      กองกำลังสหรัฐว้าเคลื่อนไหวอยู่บริเวณรัฐฉานตะวันออกและใต้ คือบริเวณชายแดนจีน และตามจุดยุทธศาสตร์ชายแดนไทย

3.      กองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ (ตามชนบท ป่า และภูเขาอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ เช่น ดอยไตแลง ดอยก่อวัน ดอยก่อเมือง ฯลฯ)

และกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากพม่าประกอบด้วย
1.      กองกำลังปะโอ (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ เมืองหยองห้วย เมืองต๋องกี้ เมืองปางโหลง)

2.      กองกำลังว้า (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ เมืองปางซาง ต้างยาน และฝั่งตะวันออกแม่น้ำสาลวินทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยเชียงตุง เมืองยาง เมืองยอน เมืองโต๋น ปุ่งป่าแขม เมืองต้อ เมืองทา และหัวเมือง)

3.      กองกำลังอิสระที่พม่าอุดหนุน (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ เมืองกึ๋ง ปางโหลง)

4.      กองกำลังมูเซอ (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณเมืองปั่น เมืองโต๋น ปุ่งป่าแขม)

5.      กองกำลังโกก้าง (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ เมืองยาง เมืองลาชายแดนจีน)

6.      กองกำลังมหาจฺย่า (เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ บ้านหัวเมือง เมืองลางเคอ เมืองนาย เมืองต๋องกี้)

 

4. การถูกบังคับให้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานในรัฐภาคใต้ และภาคตะวันออก
ร้อยละแปดสิบของประชาชนรัฐฉานอาศัยอยู่ตามชนบท หลังจากที่กองกองทัพเมืองไต (M.T.A.) ภายใต้การนำของขุนส่าได้วางอาวุธให้กับพม่าในเดือนต้นมกราคม พ.ศ.2539 (1996) แล้ว เพื่อป้องกันการก่อตัวขึ้นมาใหม่ และเพื่อตัดฐานกำลังบำรุงของกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ จึงเกิดการบังคับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชนบทในภาคใต้ และภาคตะวัตนออกของรัฐฉานให้เคลื่อนย้ายจากชนบทเข้าสู่ไปอยู่ในตัวเมือง และชานเมือง โดยกำหนดเวลาของการเคลื่อนย้ายให้แล้วเสร็จภายใน 3-5 วันเป็นอย่างมาก หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ถูกทหารพบเห็นเข้าก็จะถูกทรมานหรือยิงตาย ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเหตุการณ์ฆ่าหมู่ เผาหมู่ และการข่มขืนอย่างมากมายระหว่างปี ค.ศ.1996-2002 ในจำนวนประชาชนที่ถูกไล่นี้หลายแสนคน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.      กลุ่มหนึ่ง ย้ายไปอยู่ในตัวเมือง หรือบริเวณที่ถูกกำหนดให้อยู่

2.      กลุ่มหนึ่ง ย้ายเข้าไปอยู่ในป่าลึก ประเภทนี้เป็นพวกที่ค่อนข้างจะยากจน หากไปอยู่ในเมืองก็คงอดตาย เพราะไม่มีทรัพย์สินและที่ทำกิน จึงต้องเข้าไปอยู่ตามป่าเขา

3.      และกลุ่มหนึ่ง ย้ายโดยมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศไทย กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้ามาอาศัยทำงานรับจ้างดูแลสวนส้ม สวนลิ้นจี่ เป็นลูกจ้างทำไร่ และทำงานรับจ้างอื่น ๆ อยู่ตามอำเภอชายแดนไทยตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เช่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในทุกสวนมีชาวไทยใหญ่ทำงานอยู่ทั้งนั้น นับได้เป็นจำนวนหมื่น  โดยได้รับค่าจ้างอย่างต่ำวันละ 30 บาท อย่างสูงวันละ 60 บาท และยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก ที่ลี้ภัยมาแต่ไม่สามารถเข้าสู่ประเทศไทยได้ จึงต้อพักพิงอยู่ตามป่าเขา เช่น กลุ่มที่มาตรงที่มีกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งทุกจุดจะมีประชาชนมาอาศัยอยู่เพื่อความปลอดภัย ซึ่งที่ดอยก่อวัน ดอยก่อเมือง ตรงข้าม อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงรายก็เกือบพันกว่าคน ที่ดอยดำ ตรงข้าม อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดอยไตแลง ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็มีจำนวนเป็นพันคน

4.      อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบเมื่อต้นปี 2545 และลี้ภัยเข้ามายังฝั่งไทยจำนวนกว่า 400 คน โดยได้สร้างกระท่อมอาศัยอยู่ภายในวันหมากกายยอน ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ผู้ลี้ภัยทุกกลุ่มตามแนวชายแดนไม่ได้รับ หรือส่งเสริมให้ได้รับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจากองค์กรรัฐแต่อย่างใด

 

« ไทยใหญ่


ยืนดีรับฟังทุกคอมเห็นนะคะ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: